The Neat Clinic by Dr.Shin

Oligio

หมวดหมู่

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้พลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยยกกระชับผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูคุณภาพผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และไม่จำเป็นต้องพักฟื้น

พลังงานของ Oligio จะถูกส่งลงสู่ชั้นผิวและชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว เพื่อช่วยกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนเดิม พร้อมกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ขึ้นใหม่ ส่งผลให้ผิวดูแน่น กระชับ เรียบเนียน และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ Oligio ยังถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำหัตถการ พร้อมช่วยให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังทำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องมีเวลาพักฟื้น

บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับ Oligio อย่างละเอียด ว่าคืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง กี่เดือนเห็นผล รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น ความแตกต่างระหว่าง Oligio และ Thermage เพื่อช่วยให้สามารถเลือกเทคโนโลยียกกระชับที่เหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการได้มากที่สุด

1. Oligio คืออะไร?

Oligio เป็นเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง ในการส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวและชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด

พลังงาน RF ที่ถูกปล่อยลงไปจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ทำให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนเดิม พร้อมกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

การทำ Oligio จึงช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ เรียบเนียน ลดริ้วรอยในชั้นผิว และช่วยให้รูขุมขนดูกระชับมากขึ้น

นอกจากนี้ พลังงานของ Oligio ยังสามารถส่งลงสู่ชั้นไขมันใต้ผิวระดับตื้น (Subdermal Fat) ได้ในบางบริเวณ จึงช่วยลดไขมันสะสมใต้ผิวระดับตื้น และช่วยให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นได้อีกด้วย

2. Oligio ทำงานยังไง?

หลักการทำงานของ Oligio คือการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF (Radiofrequency) ลงสู่ชั้นผิวหนังแท้และชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว โดยไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก

เมื่อพลังงาน RF ถูกส่งลงไปในชั้นผิว จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ขึ้นใหม่ พร้อมช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัว

กระบวนการดังกล่าวจึงช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และเรียบเนียนมากขึ้น โดยหลังทำสามารถเริ่มเห็นการยกกระชับของผิวได้ทันทีประมาณ 15-20% จากการหดตัวของเนื้อเยื่อและเส้นใยคอลลาเจน

หลังจากนั้น ร่างกายจะค่อยๆ สร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวชัดเจนมากขึ้นในระยะยาว

3. Oligio ดีไหม? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Oligio เป็นหนึ่งในเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยยกกระชับผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และไม่จำเป็นต้องพักฟื้น

พลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ของ Oligio จะช่วยกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนเดิม พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่ จึงช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และเรียบเนียนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ของ Oligio มีดังนี้

  • ช่วยยกกระชับผิว และลดปัญหาผิวหย่อนคล้อย
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยในชั้นผิว และทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
  • ช่วยให้รูขุมขนดูกระชับและเล็กลง
  • ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูกระชับและเรียวขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแก้มและเหนียง
  • ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ทำให้ผิวดูสดใสและอ่อนเยาว์มากขึ้น
  • ช่วยสลายไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้นในบางบริเวณ

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว Oligio จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น

4. Oligio ควรทำกี่ช็อต?

จำนวนช็อต (Shots) ที่ใช้ในการทำ Oligio จะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย รวมถึงบริเวณที่ต้องการรักษา โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนช็อตและระดับพลังงานที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับและฟื้นฟูผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไป หากทำทั่วใบหน้า อาจใช้จำนวนช็อตประมาณ 600-1,200 ช็อต ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ

สำหรับการทำเฉพาะบริเวณ จำนวนช็อตที่นิยมใช้ มีดังนี้

  • แก้ม: ประมาณ 400-600 ช็อต (รวม 2 ข้าง)
  • เหนียง: ประมาณ 200-300 ช็อต
  • หน้าผาก: ประมาณ 150-200 ช็อต
  • ลำคอ: ประมาณ 300-400 ช็อต

ทั้งนี้ จำนวนช็อตสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด

5. Oligio กี่เดือนเห็นผล?

หลังทำ Oligio สามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์เบื้องต้นของการยกกระชับผิวได้ทันทีประมาณ 15-20% ซึ่งเป็นผลจากพลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ที่ช่วยกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัวทันทีหลังทำหัตถการ

หลังจากนั้น ร่างกายจะค่อยๆ กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวดูแน่น กระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นตามลำดับ

โดยทั่วไป ในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของความกระชับของผิว รูขุมขนที่ดูกระชับขึ้น รวมถึงกรอบหน้าที่ดูชัดและได้สัดส่วนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว

6. Oligio อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์ของการทำ Oligio โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย รวมถึงการตอบสนองของร่างกายต่อการสร้างคอลลาเจนใหม่ในแต่ละบุคคล

หลังทำหัตถการ ร่างกายจะค่อยๆ สร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวดูแน่น กระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นตามลำดับ

นอกจากนี้ การดูแลผิวอย่างเหมาะสม เช่น การทาครีมบำรุงผิว การใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการหลีกเลี่ยงความร้อนสูงและการสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ของ Oligio คงอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

7. Oligio ควรทำบ่อยแค่ไหน?

การทำ Oligio โดยทั่วไปแนะนำให้ทำซ้ำประมาณ ทุก 6-12 เดือน เพื่อช่วยคงผลลัพธ์ของการยกกระชับผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวอย่างต่อเนื่อง (Maintenance)

ความถี่ในการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย รวมถึงการตอบสนองของร่างกายต่อการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยแพทย์จะช่วยประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ

นอกจากนี้ การทำ Oligio เป็นการใช้พลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ซึ่งเป็นพลังงานทางกายภาพในการส่งความร้อนลงสู่ชั้นผิว โดยไม่ทำให้เกิดแผล และไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกาย

ดังนั้น การทำ Oligio อย่างต่อเนื่องในระยะยาว จึงไม่ทำให้เกิดการดื้อยา และสามารถทำซ้ำเพื่อช่วยคงความกระชับและฟื้นฟูคุณภาพผิวได้อย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม

8. Oligio เจ็บไหม? ต้องทายาชาไหม?

ความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ Oligio โดยทั่วไปถือว่ามีน้อยมาก ส่วนใหญ่มักรู้สึกเพียง “อุ่นๆ” หรือมีอาการ “จี๊ดๆ” เล็กน้อยในบริเวณที่ทำ ซึ่งโดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่สามารถทนได้ และมักไม่จำเป็นต้องแปะยาชาก่อนทำหัตถการ

นอกจากนี้ Oligio ยังมีระบบที่ช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำหัตถการ ดังนี้

  • ระบบ OSCA™ (Optimal Shot Control Algorithm): ช่วยควบคุมการปล่อยพลังงาน RF ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย ลดโอกาสเกิดความร้อนสูงเกินไปในชั้นผิว
  • ระบบ Cooling System: มีการปล่อยไอเย็นออกมาเป็นระยะระหว่างทำ (Cooling 4 ครั้ง ต่อการยิง 1 ช็อต) เพื่อช่วยลดความร้อนสะสมบนผิว และช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นขณะทำ
  • ระบบ Handpiece Vibration: เป็นระบบสั่นของหัวทิประหว่างทำหัตถการ ซึ่งช่วยลดความรู้สึกเจ็บและช่วยให้รู้สึกสบายมากขึ้นระหว่างทำ

ด้วยระบบช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวดังกล่าว Oligio จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ให้ความรู้สึกสบายผิวมากขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่อง Monopolar RF หลายชนิดในปัจจุบัน

9. Oligio เหมาะกับใคร?

Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิว ฟื้นฟูคุณภาพผิว และลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

ผู้ที่เหมาะกับการทำ Oligio มีดังนี้

  • ผู้ที่มีริ้วรอยในชั้นผิว เช่น บริเวณรอบดวงตา หน้าผาก และลำคอ
  • ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง และต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้เรียบเนียนมากขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูกระชับและเรียวขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส อ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้น เช่น บริเวณแก้มและเหนียง
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า แต่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้น

ทั้งนี้ ก่อนทำหัตถการ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาและเลือกจำนวนช็อตที่เหมาะสมกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล

10. Oligio มีข้อเสียไหม?

แม้ว่า Oligio จะเป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ต้องผ่าตัด แต่ยังมีข้อจำกัดและข้อควรพิจารณาบางประการก่อนตัดสินใจทำหัตถการ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำ Oligio มีดังนี้

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร: โดยทั่วไป ผลลัพธ์ของ Oligio สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน จึงอาจจำเป็นต้องทำซ้ำเป็นระยะ เพื่อช่วยคงผลลัพธ์ของการยกกระชับและฟื้นฟูผิวอย่างต่อเนื่อง
  • อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยหลังทำ: เช่น รอยแดง อาการบวม หรือรู้สึกอุ่นผิวเล็กน้อย ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักสามารถหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
  • ผลลัพธ์ไม่ได้ชัดเจนทันทีทั้งหมด: แม้ว่าหลังทำจะเริ่มเห็นความกระชับของผิวได้บางส่วน แต่โดยทั่วไปอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ได้เต็มที่ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องอาศัยเวลา

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำ Oligio ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล

11. ใครที่ไม่ควรทำ Oligio?

แม้ว่า Oligio จะเป็นหัตถการยกกระชับผิวที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง หรือควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ Oligio มีดังนี้

  • ผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะในร่างกาย: เช่น ข้อต่อโลหะ หรือแผ่นโลหะยึดกระดูก เนื่องจากโลหะอาจนำพลังงานไฟฟ้าและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากพลังงาน RF
  • ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Cardiac Pacemaker): เนื่องจากพลังงาน Monopolar RF อาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวได้
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทำ Oligio ในกลุ่มนี้
  • ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบในบริเวณที่จะทำ: ควรรักษาอาการอักเสบให้ดีขึ้นก่อน เนื่องจากพลังงานความร้อนอาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบมากขึ้นได้
  • ผู้ที่มีแผลเปิดหรือแผลสด: เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ หรือทำให้แผลหายช้าลง
  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับการสร้างคอลลาเจนผิดปกติ: เช่น Scleroderma หรือ Ehlers-Danlos Syndrome (EDS) ซึ่งอาจส่งผลต่อการตอบสนองของผิวและทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ก่อนทำ Oligio ควรได้รับการซักประวัติและประเมินสภาพผิวโดยแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

12. Oligio มีข้อห้ามอะไรบ้าง?

เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของผิว และช่วยให้ผลลัพธ์ของ Oligio มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรปฏิบัติตัวก่อนและหลังทำหัตถการอย่างเหมาะสม

ข้อห้ามก่อนการทำ Oligio

  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวไวต่อแดด เช่น AHA หรือ Retinol อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการ
  • งดทำทรีทเมนต์ที่อาจทำให้ผิวบางหรือระคายเคือง เช่น Chemical Peeling อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำ Oligio
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ อย่างน้อยประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ

ข้อห้ามหลังการทำ Oligio

  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัดหรือความเย็นจัด เช่น การซาวน่า การอบไอน้ำ หรือการออกกำลังกายหนัก ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวไวต่อแดด เช่น AHA หรือ Retinol อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์หลังทำ Oligio

นอกจากนี้ ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของผิว และช่วยให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับผิวคงอยู่ได้นานมากขึ้น

13. ขั้นตอนการทำ Oligio?

การทำ Oligio เป็นหัตถการยกกระชับผิวที่ไม่ต้องผ่าตัด และไม่จำเป็นต้องพักฟื้น อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง

ก่อนทำ Oligio

  • ประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และปัญหาที่ต้องการแก้ไข โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • เช็ดเครื่องสำอางและทำความสะอาดผิวก่อนเริ่มทำหัตถการ
  • โดยทั่วไป การทำ Oligio มักไม่จำเป็นต้องแปะยาชาก่อนทำ เนื่องจากความรู้สึกเจ็บขณะทำค่อนข้างน้อย

ระหว่างทำ Oligio

  • ทาเจลสำหรับช่วยนำพลังงาน RF (Radiofrequency) ลงสู่ชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แพทย์จะค่อยๆ ปล่อยพลังงานลงสู่บริเวณที่ต้องการรักษา เพื่อช่วยยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • ระยะเวลาในการทำโดยทั่วไปประมาณ 20-60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่ทำ

หลังทำ Oligio

  • ทำความสะอาดผิวอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นหัตถการ
  • ทาครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยลดการระคายเคืองของผิว
  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยปกป้องผิวและคงผลลัพธ์ของการยกกระชับผิวให้ยาวนานมากขึ้น

หลังทำ Oligio สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที โดยไม่จำเป็นต้องพักฟื้น

14. Oligio ราคาเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการทำ Oligio จะขึ้นอยู่กับจำนวนช็อต (Shots) ที่ใช้ในการรักษา โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับและฟื้นฟูผิวที่เหมาะสมมากที่สุด

ที่ The Neat Clinic by Dr. Shin ราคา Oligio มีรายละเอียดดังนี้

  • 300 ช็อต: 18,900 บาท
  • 600 ช็อต: 31,900 บาท
  • 900 ช็อต: 45,900 บาท
  • 1,200 ช็อต: 57,900 บาท

*จำนวนช็อตข้างต้น สามารถเลือกทำบริเวณใดก็ได้ ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินและแนะนำจำนวนช็อตที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และความต้องการของแต่ละบุคคลมากที่สุด

15. Oligio กับ Thermage ต่างกันยังไง?

Oligio และ Thermage เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้หลักการของ Monopolar RF (Radiofrequency) เช่นเดียวกัน โดยอาศัยพลังงานคลื่นวิทยุในการส่งความร้อนลงสู่ชั้นผิว เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูความกระชับของผิว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเทคโนโลยียังมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายด้าน ดังนี้

1. เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF (Radiofrequency)
  • Thermage: ใช้พลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) เช่นเดียวกัน

2. ระดับความลึกของพลังงาน

  • Oligio: พลังงานสามารถลงลึกได้ประมาณ 2.0-2.5 มม.
  • Thermage: มีระดับความลึกใกล้เคียงกันประมาณ 2.0-2.5 มม.

3. ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยยกกระชับผิว และช่วยลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้น (Subdermal Fat)
  • Thermage: ให้ผลลัพธ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งการยกกระชับผิวและการฟื้นฟูคุณภาพผิว

4. ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: โดยทั่วไปมีความรู้สึกเจ็บค่อนข้างน้อย และให้ความรู้สึกสบายผิวมากขึ้นระหว่างทำ
  • Thermage: ระดับความรู้สึกเจ็บใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานและความไวของผิวในแต่ละบุคคล

5. ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ใช้เวลาน้อยกว่า เมื่อเทียบจำนวนช็อตที่เท่ากัน
  • Thermage: ใช้ระยะเวลาในการทำค่อนข้างนานกว่า

6. ระยะเวลาของผลลัพธ์

  • Oligio: ผลลัพธ์โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน
  • Thermage: ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน

7. ราคาและความคุ้มค่า

  • Oligio: มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า และให้ความคุ้มค่าในด้านการยกกระชับและฟื้นฟูผิว
  • Thermage: มีราคาสูงกว่า แต่ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้นานกว่าในบางราย

8. ประเทศผู้ผลิต

  • Oligio: ผลิตโดยบริษัท Wontech ประเทศเกาหลีใต้
  • Thermage: ผลิตโดยบริษัท Solta Medical ประเทศสหรัฐอเมริกา

9. มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA , CE Marking , MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย
  • Thermage: ได้รับการรับรองในมาตรฐานเดียวกัน

10. การเปิดตัวครั้งแรก

  • Oligio: เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2021
  • Thermage: รุ่น CPT เปิดตัวในปี ค.ศ. 2009 และรุ่น FLX เปิดตัวในปี ค.ศ. 2018

โดยสรุป Oligio และ Thermage เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่มีหลักการทำงานใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันในด้านประสบการณ์ขณะทำ ระยะเวลาของผลลัพธ์ ราคา และรายละเอียดของระบบพลังงาน ทั้งนี้ การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมควรขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และผลลัพธ์ที่คาดหวังของแต่ละบุคคล

16. Oligio กับ Ultraformer ต่างกันยังไง?

Oligio และ Ultraformer III เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่ทั้งสองเครื่องใช้พลังงานคนละประเภท และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านระดับความลึกของพลังงาน ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงความรู้สึกระหว่างทำหัตถการ

1. เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF (Radiofrequency)
  • Ultraformer III: ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์แบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound)

2. ระดับความลึกของพลังงาน

  • Oligio: พลังงานสามารถลงลึกได้ประมาณ 2.0-2.5 มม. ซึ่งเหมาะสำหรับการกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูผิวในชั้นตื้นถึงปานกลาง
  • Ultraformer III: สามารถส่งพลังงานได้หลายระดับความลึก ตั้งแต่ 1.5-13.0 มม. ขึ้นอยู่กับชนิดของหัวทิป (Transducer) ที่เลือกใช้

3. ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: เน้นการกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูคุณภาพผิว และช่วยลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้น (Subdermal Fat)
  • Ultraformer III: เน้นการยกกระชับใบหน้า โดยเฉพาะการยกกระชับในชั้น SMAS รวมถึงช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดในชั้นลึก และช่วยกระชับสัดส่วน

4. ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: โดยทั่วไปมีความรู้สึกเจ็บค่อนข้างน้อย มักรู้สึกเพียงอุ่นๆ ขณะทำ และส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำ
  • Ultraformer III: อาจรู้สึกเจ็บมากกว่า เนื่องจากพลังงานลงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว จึงมักแนะนำให้แปะยาชาก่อนทำ

5. ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ใช้เวลาประมาณ 25-45 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้
  • Ultraformer III: ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่ทำ

6. ระยะเวลาของผลลัพธ์

  • Oligio: ผลลัพธ์โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน
  • Ultraformer III: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำของแต่ละบุคคล

7. ประเทศผู้ผลิต

  • Oligio: ผลิตโดยบริษัท Wontech ประเทศเกาหลีใต้
  • Ultraformer III: ผลิตโดยบริษัท Classys ประเทศเกาหลีใต้

8. มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA , CE Marking , MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย
  • Ultraformer III: ได้รับการรับรองจาก CE Marking , MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย

โดยสรุป Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว ลดริ้วรอย และยกกระชับผิวในชั้นตื้นถึงปานกลาง ในขณะที่ Ultraformer III เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าในชั้นลึก ลดความหย่อนคล้อย และช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดได้ชัดเจนมากขึ้น

17. Oligio กับ Ultherapy ต่างกันยังไง?

Oligio และ Ultherapy เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่ทั้งสองเครื่องใช้พลังงานคนละประเภท และมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านระดับความลึกของพลังงาน ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงความรู้สึกระหว่างทำหัตถการ

1. เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF (Radiofrequency)
  • Ultherapy: ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์แบบ MFU-V (Micro-focused Ultrasound with Visualization)

2. ระดับความลึกของพลังงาน

  • Oligio: พลังงานสามารถลงลึกได้ประมาณ 2.0-2.5 มม. เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว และช่วยลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้น (Subdermal Fat)
  • Ultherapy: สามารถส่งพลังงานได้หลายระดับความลึก ได้แก่ 1.5 มม., 3.0 มม. และ 4.5 มม. โดยหัว 4.5 มม. สามารถลงลึกถึงชั้น SMAS

3. ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: เน้นการกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย ช่วยให้รูขุมขนดูกระชับ และช่วยลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้น
  • Ultherapy: เน้นการยกกระชับใบหน้า โดยเฉพาะการยกกระชับในชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า

4. ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: โดยทั่วไปมีความรู้สึกเจ็บค่อนข้างน้อย มักรู้สึกเพียงอุ่นๆ ขณะทำ และส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำ
  • Ultherapy: อาจรู้สึกเจ็บมากกว่า เนื่องจากพลังงานโฟกัสลงลึกถึงชั้น SMAS จึงมักแนะนำให้แปะยาชาก่อนทำ

5. ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ใช้เวลาประมาณ 25-45 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้
  • Ultherapy: ใช้เวลาประมาณ 45-90 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่ทำ

6. ระยะเวลาของผลลัพธ์

  • Oligio: ผลลัพธ์โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน
  • Ultherapy: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำของแต่ละบุคคล

7. ประเทศผู้ผลิต

  • Oligio: ผลิตโดยบริษัท Wontech ประเทศเกาหลีใต้
  • Ultherapy: ผลิตโดยบริษัท Merz Aesthetics ประเทศสหรัฐอเมริกา

8. มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA , CE Marking , MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย
  • Ultherapy: ได้รับการรับรองในมาตรฐานเดียวกัน

โดยสรุป Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว ลดริ้วรอย และยกกระชับผิวในชั้นตื้นถึงปานกลาง ในขณะที่ Ultherapy เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าในชั้นลึก โดยเฉพาะการยกกระชับในชั้น SMAS และต้องการผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานมากขึ้น

บทสรุป

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยพลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูคุณภาพผิว และช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่จำเป็นต้องพักฟื้น

นอกจากนี้ Oligio ยังช่วยลดเลือนริ้วรอย กระชับรูขุมขน ปรับรูปหน้า รวมถึงช่วยลดไขมันใต้ชั้นผิวระดับตื้นในบางบริเวณ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวและคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การทำ Oligio ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกจำนวนช็อต ระดับพลังงาน และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคลมากที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

Oligio เป็นสิวทำได้ไหม?


Oligio ของแท้ ดูยังไง?


ฉีด Filler ทำ Oligio ได้ไหม?


หลังทํา Oligio ฉีดโบท็อกซ์ได้ไหม?


เคยร้อยไหม ทำ Oligio ได้ไหม?


Oligio มีกี่หัว?


Oligio ปลอดภัยแค่ไหน?

The Neat Clinic by Dr.Shin
เทคโนโลยี HIFU ช่วยกระชับกรอบหน้า
และกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยพลังงาน
ที่ลงลึกถึงชั้น SMAS
ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ช่วยเติมเต็ม
และปรับรูปหน้าให้มีมิติและได้สัดส่วน
อย่างเป็นธรรมชาติ
Botulinum Toxin ช่วยลดเลือนริ้วรอย
และปรับสมดุลกล้ามเนื้อ เพื่อใบหน้า
ที่ดูอ่อนเยาว์
The Neat Clinic by Dr.Shin
ปรึกษาแพทย์

ปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อวางแผน
การดูแลเฉพาะบุคคล

ประเมินและวางแผนการดูแล
โดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

เพื่อแนะนำแนวทางที่เหมาะกับ
โครงสร้างและสภาพผิวของแต่ละบุคคล

โดยคำนึงถึงความปลอดภัย
และผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ