Botox เป็นหัตถการยอดนิยมที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยจากการขยับของกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา และรอยขมวดคิ้ว รวมถึงช่วยปรับรูปหน้าให้ดูกระชับและเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
นอกจากการลดริ้วรอยแล้ว Botox ยังสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบางบริเวณ เช่น กล้ามเนื้อกราม รวมถึงช่วยลดเหงื่อในผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติได้อีกด้วย
หากกำลังมองหาคลินิกฉีด โบท็อกซ์ ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมชาติ The Neat Clinic by Dr. Shin พร้อมดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ช่วยประเมินและออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพผิว กล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล
1. Botox คืออะไร?

Botox หรือ Botulinum Toxin เป็นโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการส่งสัญญาณระหว่างปลายประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัวชั่วคราว
ริ้วรอยบนใบหน้าหลายชนิด เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา และรอยขมวดคิ้ว มักเกิดจากการหดตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อใบหน้าในระหว่างการแสดงสีหน้า ดังนั้น การฉีด Botox จึงช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าว และช่วยให้ริ้วรอยดูจางลง รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยลึกในอนาคตได้อีกด้วย
นอกจากการลดริ้วรอยแล้ว Botox ยังสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบางบริเวณ เช่น กล้ามเนื้อกราม (Masseter Muscle) เพื่อช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เพื่อลดเหงื่อในบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า รวมถึงใช้รักษาอาการทางการแพทย์บางชนิด เช่น ไมเกรนเรื้อรัง อาการตากระตุก หรือภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งบางประเภท ด้วยหลักการออกฤทธิ์ของ Botulinum Toxin ที่คล้ายคลึงกัน
2. Botox ออกฤทธิ์อย่างไร?

เมื่อ Botox ถูกฉีดเข้าสู่บริเวณกล้ามเนื้อ Botulinum Toxin จะทำหน้าที่ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่เรียกว่า Acetylcholine ซึ่งเป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ
เมื่อการส่งสัญญาณระหว่างปลายประสาทและกล้ามเนื้อลดลง กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดจึงเกิดการคลายตัวและลดการหดเกร็ง ส่งผลให้ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา และรอยขมวดคิ้ว ดูจางลงมากขึ้น
โดยทั่วไป หลังฉีด Botox จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดขึ้นภายในประมาณ 7-14 วัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณยา และการตอบสนองของกล้ามเนื้อในแต่ละบุคคล
3. Botox ช่วยอะไรบ้าง?

Botox ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะริ้วรอยที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อ (Dynamic Wrinkles) เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว และรอยตีนกา
เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเกิดการคลายตัว ริ้วรอยจะดูจางลง และช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียน อ่อนเยาว์ และดูสดใสมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ Botox ยังสามารถช่วยได้ในหลายบริเวณ ดังนี้
- ช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว และรอยตีนกา
- ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อกราม (Masseter Muscle) เพื่อช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวและกระชับมากขึ้น
- ช่วยลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า
- สามารถใช้รักษาอาการทางการแพทย์บางชนิด เช่น ไมเกรนเรื้อรัง หรือตากระตุก ได้อีกด้วย
โดยทั่วไป ผลลัพธ์ของการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนภายในประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังการฉีด ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้ามเนื้อและการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล
4. Botox ฉีดตรงไหนได้บ้าง? ปกติใช้กี่ยูนิต?

Botox สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งบนใบหน้าและร่างกาย ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการแก้ไข ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ รวมถึงผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล
จำนวนยูนิต (Units) ที่ใช้จริง อาจแตกต่างกันไปตามการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไป ปริมาณที่นิยมใช้ มีดังนี้
- หน้าผาก (Forehead Lines): 10-15 ยูนิต
- รอยย่นระหว่างคิ้ว (Glabellar Lines): 8-12 ยูนิต
- รอยตีนกา (Crow’s Feet): 6-12 ยูนิต / 1 ข้าง
- รอยย่นจมูก (Bunny Lines): 2-4 ยูนิต
- รอยผิวส้มที่คาง (Pebble Chin): 6-8 ยูนิต
- ลดขนาดกราม (Jaw Slimming): 20-40 ยูนิต / 1 ข้าง
- ยกมุมปาก (Lip Flip): 2-6 ยูนิต
- ริ้วรอยรอบริมฝีปาก (Perioral Lines): 4-8 ยูนิต
- ยกคิ้ว (Brow Lift): 4-6 ยูนิต / 1 ข้าง
- ลดเหงื่อบริเวณรักแร้ (Underarms Hyperhidrosis): 50 ยูนิต / 1 ข้าง
- ลดเหงื่อที่ฝ่ามือ (Palmar Hyperhidrosis): 50-100 ยูนิต / 1 ข้าง
- ลดเหงื่อที่ฝ่าเท้า (Plantar Hyperhidrosis): 100-150 ยูนิต / 1 ข้าง
- ลำคอ (Neck Bands): 25-50 ยูนิต
ทั้งนี้ จำนวนยูนิตที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพกล้ามเนื้อ รูปหน้า และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคลมากที่สุด
5. ฉีดโบท็อกซ์กี่วันเห็นผล?

หลังฉีด Botox โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการคลายตัวของกล้ามเนื้อและริ้วรอยได้ภายในประมาณ 3-7 วัน หลังการฉีด
ระยะเวลาของผลลัพธ์โดยทั่วไป มีดังนี้
- เริ่มเห็นผล: ประมาณ 3-7 วันหลังการฉีด
- เห็นผลชัดเจนมากขึ้น: ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังการฉีด
- ผลลัพธ์เข้าที่เต็มที่: ประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังการฉีด
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของ Botox ตำแหน่งที่ฉีด การดูแลหลังทำ และการตอบสนองของกล้ามเนื้อในแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ หากต้องการคงผลลัพธ์ของการลดริ้วรอยหรือปรับรูปหน้าอย่างต่อเนื่อง มักแนะนำให้กลับมาประเมินและฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
6. โบท็อกซ์อยู่ได้นานแค่ไหน? ควรฉีดโบท็อกซ์ปีละกี่ครั้ง?

ผลลัพธ์ของการฉีด Botox โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน หลังจากนั้น กล้ามเนื้อจะค่อยๆ กลับมาทำงานตามปกติ ทำให้ริ้วรอยหรือการขยับของกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ริ้วรอยที่กลับมามักไม่ได้มากกว่าเดิมเมื่อเทียบกับก่อนการฉีด และในผู้ที่ฉีดอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อบางบริเวณอาจทำงานลดลง ส่งผลให้ริ้วรอยกลับมาช้าลงได้ในบางราย
หากต้องการคงผลลัพธ์ของการลดริ้วรอยหรือปรับรูปหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปสามารถฉีด Botox ซ้ำได้ทุกประมาณ 4-6 เดือน หรืออาจเว้นระยะนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของกล้ามเนื้อ ตำแหน่งที่ฉีด และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล
โดยทั่วไป ผู้ที่ฉีด Botox เพื่อดูแลริ้วรอยและคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า มักฉีดประมาณ ปีละ 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการฉีดควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพกล้ามเนื้อและผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด
7. ฉีดโบท็อกซ์มีผลข้างเคียงไหม?

แม้ว่าการฉีด Botox จะเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ในบางกรณี โดยผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการตอบสนองตามปกติของร่างกาย หรือเกิดจากการฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้ปริมาณยาที่มากเกินไป
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ มีดังนี้
- รอยช้ำและอาการบวมบริเวณที่ฉีด: พบได้ประมาณ 10-20%
- อาการปวดตึงบริเวณศีรษะ: พบได้ประมาณ 5-10%
- หนังตาตก: พบได้ประมาณ 1-5%
- คิ้วตก หรือระดับคิ้วสองข้างไม่เท่ากัน: พบได้ประมาณ 1-3%
- ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างไม่เท่ากัน: พบน้อยกว่า 1%
- อาการแพ้ เช่น ผื่นคัน: พบน้อยกว่า 1%
โดยทั่วไป ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักเป็นเพียงชั่วคราว และสามารถค่อยๆ ดีขึ้นได้เองภายในระยะเวลาไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการและการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล
ดังนั้น การเลือกใช้ Botox ที่ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย ลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
8. หลังฉีด Botox ห้ามทําอะไรบ้าง?

หลังการฉีด Botox ควรปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และช่วยให้ตัวยากระจายตัวอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ข้อควรหลีกเลี่ยงหลังฉีด Botox มีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือก้มศีรษะต่ำ: อย่างน้อยประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังการฉีด
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก: ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการฉีด
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด: อย่างน้อยประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการกระจายตัวของยาไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: อย่างน้อยประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสเกิดอาการบวมและรอยช้ำ
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นบริเวณใบหน้า: ภายในประมาณ 1 สัปดาห์หลังการฉีด Botox
นอกจากนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น หนังตาตก ยิ้มไม่เท่ากัน หรือมีอาการบวมแดงผิดปกติ ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
9. Botox ยี่ห้อไหนดี? ยี่ห้อไหนอยู่ได้นาน?
การเลือกยี่ห้อของ Botox ที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความคงทนของผลลัพธ์ การกระจายตัวของยา ลักษณะของกล้ามเนื้อ รวมถึงงบประมาณและความต้องการของแต่ละบุคคล
ปัจจุบัน มียี่ห้อ Botulinum Toxin ให้เลือกหลายแบรนด์ โดยแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นและรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น
- Botox (Allergan)
- Xeomin
- Dysport
- Nabota
ทั้งนี้ การเลือกยี่ห้อของ Botox ควรได้รับการประเมินและแนะนำโดยแพทย์ เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปัญหา ตำแหน่งที่ฉีด และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคลมากที่สุด

9.1 Botox (Allergan)
- ประเทศผู้ผลิต: Allergan Aesthetics (บริษัทในเครือ AbbVie) ประเทศสหรัฐอเมริกา
- จุดเด่น: เป็น Botox แบรนด์แรก ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการความงาม มีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก และได้รับความไว้วางใจจากคลินิกเสริมความงามทั่วโลก
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ประมาณ 4-6 เดือน*
9.2 Xeomin
- ประเทศผู้ผลิต: Merz Pharmaceuticals ประเทศเยอรมนี
- จุดเด่น: มีความบริสุทธิ์ของตัวยาสูง เนื่องจากไม่มีโปรตีนประกอบที่ไม่จำเป็น (Complexing Proteins) จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาเมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะยาว
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ประมาณ 4 เดือน*
9.3 Dysport
- ประเทศผู้ผลิต: Ipsen Biopharmaceuticals ประเทศฝรั่งเศส
- จุดเด่น: เห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว โดยทั่วไปอาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประมาณ 2-3 วัน หลังการฉีด และมีการกระจายตัวของยาค่อนข้างกว้างกว่า Botox บางแบรนด์ จึงเหมาะกับบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง เช่น หน้าผาก
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ประมาณ 4 เดือน*

9.4 Nabota
- ประเทศผู้ผลิต: Daewoong Pharmaceutical ประเทศเกาหลีใต้
- จุดเด่น: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA ของสหรัฐอเมริกา มีราคาที่เข้าถึงได้ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศของเอเชีย
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ประมาณ 4 เดือน*
9.5 Neuronox
- ประเทศผู้ผลิต: Daewoong Pharmaceutical ประเทศเกาหลีใต้
- จุดเด่น: มีราคาที่เข้าถึงได้ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศของเอเชีย และเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ Botulinum Toxin จากประเทศเกาหลีใต้ที่ถูกนำมาใช้ในคลินิกเสริมความงามอย่างต่อเนื่อง
- ระยะเวลาของผลลัพธ์: ประมาณ 4 เดือน*
*ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด การตอบสนองของกล้ามเนื้อในแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลและการปฏิบัติตัวหลังฉีด
10. วิธีดูโบท๊อกซ์แท้?
การตรวจสอบว่า Botox เป็นของแท้หรือไม่ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจทั้งในด้านประสิทธิภาพของผลลัพธ์และความปลอดภัยในการรักษา เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ของแท้ จะผ่านมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการนำเข้าอย่างถูกต้องจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
ปัจจุบัน Botulinum Toxin แต่ละยี่ห้อจะมีรายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ ขวดผลิตภัณฑ์ และจุดสังเกตเฉพาะของแต่ละแบรนด์ที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ได้
นอกจากนี้ ควรเลือกฉีด Botox กับ คลินิกที่ได้มาตรฐาน และสามารถเปิดกล่องหรือแสดงผลิตภัณฑ์ให้ตรวจสอบต่อหน้าได้ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของตัวยาที่ใช้
10.1 วิธีดู Botox Allergan แท้

การตรวจสอบว่า Botox Allergan ของแท้ หรือไม่ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจทั้งในด้านประสิทธิภาพของผลลัพธ์และความปลอดภัยในการรักษา เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของแท้จะผ่านมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
วิธีสังเกต Botox Allergan ของแท้ มีดังนี้
- สติกเกอร์ใสปิดบริเวณฝากล่อง: กล่องผลิตภัณฑ์ควรมีซีลสติกเกอร์ใสปิดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และไม่ควรมีร่องรอยการเปิดใช้งานมาก่อน
- Hologram บริเวณข้างขวด: เมื่อขยับขวด จะสามารถเห็นคำว่า “Allergan” สะท้อนบนแถบ Hologram
- เลข Lot ตรงกัน: เลข Lot Number บนกล่องและขวดควรตรงกันทุกจุด
- มีเอกสารกำกับภาษาไทย: ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าอย่างถูกต้องควรมีฉลาก และเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ภาษาไทย
- ผลึกแห้งสีขาวที่ก้นขวด: ขวด Botox Allergan ของแท้ จะมีผลึกแห้งสีขาวบางๆ ติดอยู่ที่บริเวณก้นขวดก่อนผสมยา
10.2 วิธีดู Xeomin แท้

การตรวจสอบว่า Xeomin เป็นของแท้ หรือไม่ สามารถสังเกตได้จากรายละเอียดบนกล่องและขวดผลิตภัณฑ์ โดยควรตรวจสอบจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้
- สติกเกอร์ใสปิดบริเวณฝากล่อง: กล่องผลิตภัณฑ์ควรมีซีลสติกเกอร์ใสอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และไม่ควรมีร่องรอยการเปิดใช้งานมาก่อน
- QR Code บนกล่อง: สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้
- Hologram บนกล่อง: เมื่อขยับกล่อง จะสามารถเห็นคำว่า “MERZ” สะท้อนบนแถบ Hologram
- เลข Lot ตรงกัน: เลข Lot Number บนกล่องและขวดควรตรงกันทุกจุด
- ผลึกแห้งสีขาวที่ก้นขวด: ขวด Xeomin ของแท้ จะมีผลึกแห้งสีขาวติดอยู่ที่บริเวณก้นขวดก่อนผสมยา
10.3 วิธีดู Nabota แท้

การตรวจสอบว่า Nabota เป็นของแท้ หรือไม่ สามารถสังเกตได้จากรายละเอียดบนกล่องและขวดผลิตภัณฑ์ โดยควรตรวจสอบจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้
- Hologram บนกล่อง: เมื่อส่องไฟ จะสามารถเห็นตัวอักษร “MN” ปรากฏบนแถบ Hologram
- QR Code สำหรับตรวจสอบผลิตภัณฑ์: สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้
- เลข Lot ตรงกัน: เลข Lot Number บนกล่องและขวดควรตรงกันทุกจุด
- ผลึกแห้งสีขาวที่ก้นขวด: ขวด Nabota ของแท้ จะมีผลึกแห้งสีขาวบางๆ ติดอยู่ที่บริเวณก้นขวดก่อนผสมยา
- ตรวจสอบชื่อคลินิกในระบบบริษัทผู้นำเข้า: สามารถค้นหาชื่อคลินิกที่สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทผู้นำเข้าได้
11. Botox ราคาเท่าไหร่?

ราคาของการฉีด Botox ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่ใช้ จำนวนยูนิต ตำแหน่งที่ฉีด และการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไป ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 8,000-25,000 บาท ต่อจำนวน 100 ยูนิต หรือ 1 ขวดมาตรฐาน
ที่ The Neat Clinic by Dr. Shin ราคา Botox มีรายละเอียดดังนี้
- Botox® (Allergan): 22,900 บาท / 100 ยูนิต
- Xeomin: 19,900 บาท / 100 ยูนิต
- Dysport: 19,900 บาท / 300 ยูนิต
- Nabota: 14,900 บาท / 100 ยูนิต
ทั้งนี้ จำนวนยูนิตที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง
12. Botox ริ้วรอยคืออะไร?

Botox ริ้วรอย หมายถึง การฉีด Botox เพื่อลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อ หรือการแสดงสีหน้าซ้ำๆ ซึ่งเรียกว่า (Dynamic Wrinkles)
ริ้วรอยประเภทนี้ มักเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นเวลานาน เช่น การเลิกคิ้ว ขมวดคิ้ว หรือยิ้ม ทำให้เกิดเป็นรอยพับของผิวในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า
ตำแหน่งที่นิยมฉีด Botox ริ้วรอย ได้แก่
- รอยย่นหน้าผาก
- รอยขมวดคิ้ว
- รอยย่นบริเวณจมูก
- รอยตีนกาบริเวณหางตา
เมื่อฉีด Botox เข้าไปในบริเวณกล้ามเนื้อ ตัวยาจะช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อในจุดดังกล่าว ทำให้ ริ้วรอยดูจางลง และช่วยให้ใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
โดยทั่วไป ริ้วรอยที่ยังมีลักษณะไม่ลึกมาก มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี และสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ค่อนข้างชัดเจนหลังการฉีด
13. ทำไมฉีดโบท็อกแล้วไม่ตึง?

ในบางกรณี หลังฉีด Botox อาจพบว่าริ้วรอยยังไม่ลดลงเท่าที่คาดหวัง หรือผิวไม่ตึงอย่างที่ต้องการ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากลักษณะของกล้ามเนื้อ เทคนิคการฉีด รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ใช้
สาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้
- ใช้ปริมาณ Botox ไม่เพียงพอ: ทำให้กล้ามเนื้อยังคงทำงานอยู่บางส่วน และริ้วรอยยังลดลงได้ไม่เต็มที่
- ฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม: หากฉีดไม่ตรงกับมัดกล้ามเนื้อที่เป็นสาเหตุของริ้วรอย อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
- เทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม: อาจส่งผลให้การกระจายตัวของยาไม่สม่ำเสมอ หรือออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน: เช่น โบท็อกซ์ปลอม หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม อาจทำให้ประสิทธิภาพของตัวยาลดลง
- กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมาก: ในบางบริเวณ เช่น กล้ามเนื้อหน้าผากหรือกล้ามเนื้อกราม อาจจำเป็นต้องใช้ปริมาณยูนิตมากกว่าปกติ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้อย่างเหมาะสม
- มีริ้วรอยในชั้นผิวเดิมอยู่มาก: Botox ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อ (Dynamic Wrinkles) เป็นหลัก แต่ไม่สามารถลดริ้วรอยในชั้นผิวที่เกิดขึ้นแม้ขณะหน้านิ่ง (Static Wrinkles) ได้ทั้งหมด จึงอาจยังคงเห็นริ้วรอยบางส่วนอยู่หลังการฉีด
- ภาวะดื้อยาโบท็อกซ์: อาจเกิดจากการฉีด Botox ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การใช้ปริมาณสูงต่อเนื่องหลายปี หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จนร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวยา ทำให้ผลลัพธ์ลดลงหรือเห็นผลน้อยกว่าปกติ
ดังนั้น การประเมินโดยแพทย์ก่อนฉีด รวมถึงการเลือกใช้ Botox ที่ได้มาตรฐาน และใช้เทคนิคการฉีดที่เหมาะสมกับกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคล จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
14. ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วหนังตาตก?

หนังตาตก เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่สามารถพบได้หลังการฉีด Botox แม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยก็ตาม โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการกระจายตัวของตัวยาไปยังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการลืมตา
กล้ามเนื้อสำคัญที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาบน คือ Levator Palpebrae Superioris หาก Botox กระจายเข้าสู่กล้ามเนื้อมัดดังกล่าว อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลให้เกิดอาการหนังตาตก หรือลืมตาได้ไม่เต็มที่
สาเหตุที่อาจทำให้เกิดหนังตาตกหลังฉีด Botox มีดังนี้
- ฉีดในตำแหน่งที่ใกล้กับกล้ามเนื้อยกเปลือกตามากเกินไป
- ใช้ปริมาณยาในบางบริเวณมากเกินความเหมาะสม
- การกระจายตัวของยาเข้าสู่กล้ามเนื้อข้างเคียงหลังฉีด
- การกด นวด หรือจับบริเวณที่ฉีดเร็วเกินไปหลังทำหัตถการ
อย่างไรก็ตาม อาการหนังตาตกจาก Botox มักเป็นเพียงชั่วคราว และส่วนใหญ่มักค่อยๆ ดีขึ้นได้เองเมื่อฤทธิ์ของยาลดลงและสลายตัว
การป้องกันที่สำคัญ คือการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจด้านกายวิภาคของกล้ามเนื้อใบหน้า รวมถึงเลือกใช้ปริมาณและตำแหน่งการฉีดที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงดังกล่าว
15. โบท็อกรูขุมขนดีไหม?

การฉีด Botox เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน มักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Microbotox ซึ่งเป็นการฉีดโบท็อกซ์ในชั้นผิวหนังระดับตื้น และใช้ปริมาณยาต่อจุดน้อยกว่าการฉีดเพื่อลดริ้วรอยหรือปรับรูปหน้า
เทคนิคดังกล่าว จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิว ทำให้ความมันบนใบหน้าลดลง ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น และช่วยให้ รูขุมขนดูกระชับขึ้น ได้ในบางบริเวณ
นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาผิวมันหรือแต่งหน้าไม่ติด อาจรู้สึกว่าผิวดูละเอียดและเรียบเนียนมากขึ้นหลังทำ Microbotox
โดยทั่วไป ผลลัพธ์ของการฉีด Botox รูขุมขน มักคงอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งมักสั้นกว่าการฉีด Botox เพื่อลดริ้วรอย และอาจจำเป็นต้องฉีดซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยคงผลลัพธ์
ทั้งนี้ การฉีด Microbotox ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ เพื่อเลือกเทคนิคและปริมาณยาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคลมากที่สุด
บทสรุป
การฉีด Botox เป็นหนึ่งในวิธีดูแลริ้วรอยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากให้ ผลลัพธ์ที่ชัดเจน มีความปลอดภัย และไม่ต้องพักฟื้น อย่างไรก็ตาม ควรทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
นอกจากการลดริ้วรอยแล้ว Botox ยังสามารถประยุกต์ใช้ในการดูแลปัญหาอื่นๆ ได้ เช่น การลดความมันบนใบหน้า การกระชับรูขุมขน การลดขนาดกล้ามเนื้อกราม และการลดการทำงานของต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า โดยควรประเมินตำแหน่ง ปริมาณยา และแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล





