Botox

04/05/2025

Ultraformer

06/05/2025

การฉีดฟิลเลอร์ใบหน้าด้วย Hyaluronic Acid (HA) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจาก HA เป็นสารธรรมชาติที่พบในร่างกายมนุษย์ มีความปลอดภัยสูง และเห็นผลทันทีหลังการฉีด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้าให้สมดุล และช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น ดูสดใสยิ่งขึ้นด้วย

บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ว่าคืออะไร การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใคร สามารถฉีดตรงไหนได้บ้าง หลังฉีดมีข้อห้ามอะไรบ้าง รวมถึงข้อควรรู้ต่างๆเกี่ยวกับฟิลเลอร์

1. การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

การฉีดฟิลเลอร์คือการใช้สารเติมเต็ม (Filler) ชนิดใดชนิดหนึ่งฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆของใบหน้า ในอดีต ฟิลเลอร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ คอลลาเจนที่มาจากสัตว์ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาฟิลเลอร์หลากหลายชนิดที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีทั้งผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติและสารสังเคราะห์ โดยมีการนำมาใช้ เพื่อช่วยเติมเต็ม เพิ่มปริมาตร ปรับรูปทรงส่วนต่างๆของใบหน้า หรือลดริ้วรอยในชั้นผิว เช่น
- ฟิลเลอร์ปาก ปรับทรงริมฝีปากให้รับกับรูปหน้า เติมร่องปากให้ดูเรียบเนียน แก้ปัญหาปากบาง
- ฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ปัญหาใต้ตาหมองคล้ำ หรือร่องใต้ตา
- ฟิลเลอร์คาง เพิ่มปริมาตรคางให้มีมิติ ปรับรูปทรงคาง แก้ปัญหาคางสั้น คางตัด หรือคางถอย
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เติมเต็มร่องแก้มที่ลึกให้ดูตื้นขึ้น ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
- ฟิลเลอร์ขมับ เติมเต็มขมับที่ลึกหรือตอบ ให้ดูเต็มอิ่มและมีความสมส่วนมากขึ้น

2. ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท?

Hyaluronic Acid (HA)เป็นสารที่นิยมใช้ในการฉีดฟิลเลอร์มากที่สุด แต่ยังมีสารชนิดอื่นๆอีก ที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์ได้ เช่น Poly-L-Lactic Acid (PLLA), Calcium Hydroxylapatite (CaHA) และ Polymethyl Methacrylate (PMMA) โดยฟิลเลอร์สามารถแบ่งตามระยะเวลาที่คงอยู่ได้ เป็น 3 ประเภท ดังนี้

2.1 ฟิลเลอร์ชั่วคราว (Temporary Fillers)
เป็นที่นิยมเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
ระยะเวลาที่คงอยู่ได้: 6-18 เดือน หลังฉีด
ตัวอย่างสาร: Hyaluronic Acid (HA)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Juvederm, Restylane, Belotero, Neuramis

2.2 ฟิลเลอร์กึ่งถาวร (Semi-Permanent Fillers)
มักประกอบด้วยสารที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ระยะเวลาที่คงอยู่ได้: 18 เดือน -3 ปี
ตัวอย่างสาร: Calcium Hydroxylapatite (CaHA), Poly-L-lactic Acid (PLLA)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Radiesse (CaHA), Sculptra (PLLA)

2.3 ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Fillers)
ฟิลเลอร์ประเภทนี้ควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากหากเกิดปัญหาจะทำการแก้ไขได้ยาก
ระยะเวลาที่คงอยู่ได้: มากกว่า 5 ปี หรืออาจคงอยู่ถาวร
ตัวอย่างสาร: Polymethyl Methacrylate (PMMA)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Bellafill (PMMA)

3. ทำความรู้จักฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA)

3.1 ฟิลเลอร์ HA คืออะไร?

- HA เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง
- มีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทำให้ผิวดูเต่งตึง อิ่มน้ำ และไม่เกิดริ้วรอยในชั้นผิวหนัง
- HA ที่ใช้ในฟิลเลอร์ ผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ (Biotechnological Production) โดยใช้แบคทีเรียสายพันธุ์เฉพาะคือ Streptococcus zooepidemicus
- แบคทีเรีย Streptococcus จะถูกเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อให้มีการผลิต HA หลังจากนั้นจะนำ HA ที่สกัดได้ มาทำให้บริสุทธิ์ และปรับแต่งขนาดโมเลกุล (Cross-linked) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำและความคงตัว ก่อนที่จะนำใส่บรรจุภัณฑ์ให้พร้อมใช้งาน
- วิธีการผลิตนี้มีข้อดีคือ ได้ HA ที่มีความบริสุทธิ์สูง ลดความเสี่ยงจากการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ และสามารถปรับแต่งคุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์ตามความต้องการได้

3.2 คุณสมบัติของฟิลเลอร์ HA

ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) เป็นหนึ่งในฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจาก
- ให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดี
- เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังการฉีด
- มีความยืดหยุ่นสูง
- มีความปลอดภัยสูง
- มีโอกาสแพ้น้อยมาก
- เข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ดี
- สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
- เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย
- หากเกิดปัญหาสามารถฉีดสลายได้

4. ประโยชน์ของการฉีดฟิลเลอร์

4.1) ช่วยเติมเต็มร่องลึกของใบหน้า
หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของ HA คือความสามารถในการเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines) เป็นต้น
4.2) ช่วยเติมเต็มบริเวณใต้ตา
บริเวณใต้ตาเป็นพื้นที่ที่บอบบางและต้องการความละเอียดอ่อนในการรักษา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยลดความหมองคล้ำและร่องลึกใต้ตา ทำให้ดวงตาดูสดใสและมีชีวิตชีวามากขึ้น
4.3) เพิ่มปริมาตร (Volume) ให้กับส่วนต่างๆของใบหน้า
การฉีดฟิลเลอร์ช่วยเพิ่มปริมาตรในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์แก้ม เพื่อช่วยลดภาวะแก้มตอบ ทำให้ใบหน้าดูเต็มอิ่มมากขึ้น ฟิลเลอร์ปาก เพื่อปรับรูปทรงปากให้อิ่มเอิบสวยงาม และยังช่วยให้ขนาดของริมฝีปากบนและล่างได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้นด้วย
4.4) ใช้ในการปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์สามารถใช้ในการปรับรูปหน้า ทำให้ใบหน้าดูมีมิติและสมดุลมากขึ้น เช่น การฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า (Jawline) เพื่อช่วยสร้างแนวกรอบหน้าให้ชัดเจน หรือการฉีดฟิลเลอร์คาง เพื่อปรับรูปคางให้ดูสมส่วน เป็นต้น
4.5) เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
HA เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดีเยี่ยม จึงสามารถลดริ้วรอยในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และดูเรียบเนียนมากขึ้น
4.6) เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังฉีด
หลังจากการฉีดฟิลเลอร์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เนื้อฟิลเลอร์จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาตรในบริเวณที่ฉีดได้อย่างชัดเจน และผลลัพธ์ที่สมบูรณ์จะเข้าที่ภายใน 2-4 สัปดาห์
4.7) สามารถแก้ไขได้ง่าย
หนึ่งในข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ HA คือหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรือเกิดปัญหา สามารถแก้ไขได้ง่าย โดยการใช้เอนไซม์ Hyaluronidase เพื่อฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
4.8) ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
เนื่องจาก HA เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เข้ากับเนื้อเยื่อของใบหน้าได้เป็นอย่างดี และผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ

5. การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง

5.1) ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า เพื่อให้ใบหน้าได้สัดส่วน และมีความสมดุลมากขึ้น เช่น ฟิลเลอร์คาง ฟิลเลอร์กรอบหน้า
5.2) ต้องการเพิ่มปริมาตรให้ส่วนต่างๆของใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเต็มอิ่มขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ขมับ ฟิลเลอร์แก้ม
5.3) ผู้ที่มีร่องลึกบนใบหน้า เพื่อเติมเต็มร่องลึก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัย เช่น ฟิลเลอร์ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines)
5.4) ผู้ที่มีริมฝีปากบาง เพื่อปรับรูปปากให้ดูอิ่มเอิบสวยงาม ริมฝีปากบนและล่างมีความสมดุลกันมากขึ้น
5.5) ผู้ที่มีริ้วรอยในชั้นผิวหนัง เพื่อทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนยิ่งขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ริ้วรอยระหว่างคิ้ว
5.6) ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยเฉพาะกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น (Hydration) และความยืดหยุ่น (Elasticity) ให้กับผิว ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและอ่อนเยาว์
5.7) แก้ไขหลุมสิว ฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหลุมสิว โดยเฉพาะหลุมสิวแบบม้วน (Rolling Scars) และ หลุมสิวแบบกล่อง (Boxcar Scars) ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนและสม่ำเสมอขึ้น
5.8) ผู้ที่มีแก้มหย่อนคล้อย ฟิลเลอร์สามารถใช้เพื่อยกกระชับรูปหน้าที่หย่อนคล้อยได้ เช่น ฟิลเลอร์หน้าแก้ม อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องเลือกฟิลเลอร์ให้ถูกประเภท และใช้เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
5.9) ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที การฉีดฟิลเลอร์ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังฉีด และผลลัพธ์จะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ และจะเข้าที่โดยสมบูรณ์ภายใน 2-4 สัปดาห์
5.10) ผู้ที่ยังไม่ต้องการผ่าตัด หรือไม่มีเวลาพักฟื้น เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ไม่มีแผล เจ็บน้อยมาก และไม่ต้องพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่อยากผ่าตัด

6. ฉีดฟิลเลอร์ตรงตำแหน่งไหนได้บ้าง

การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำได้หลายตำแหน่งบนใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์ใต้ตา ริมฝีปาก คาง ร่องแก้ม ขมับ เป็นต้น โดยแต่ละบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์จะช่วยในเรื่องที่แตกต่างกันไป
- ฟิลเลอร์ปาก เพิ่มความชุ่มชื้น อิ่มเอิบและปรับรูปทรงของริมฝีปากให้ชัดเจน ช่วยให้ทาลิปสติกติดง่ายขึ้น
- ฟิลเลอร์ใต้ตา ลดความหมองคล้ำและร่องลึกใต้ตา ทำให้ตาดูสดใสและอ่อนเยาว์
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เติมเต็มร่องลึกและปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนวัย
- ฟิลเลอร์แก้ม ช่วยเติมเต็ม แก้ปัญหาแก้มตอบ และยกกระชับบริเวณแก้ม ทำให้หน้าดูมีมิติ
- ฟิลเลอร์ขมับ ช่วยเติมเต็มบริเวณขมับที่ยุบหรือบุบ ทำให้ใบหน้าเต็มอิ่มและดูสมดุลมากขึ้น
- ฟิลเลอร์คาง ปรับรูปคางให้ได้สัดส่วน แก้รูปทรงคางให้โค้งมนสวยงาม แก้ปัญหาคางสั้น คางตัด
- ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines) ช่วยเติมเต็มร่องลึกบริเวณมุมปากที่ลงมาถึงคาง
- ฟิลเลอร์หน้าผาก เติมร่องลึกและลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก หรือรอยย่นระหว่างคิ้ว
- ฟิลเลอร์กรอบหน้า ช่วยสร้างเส้นกรอบหน้าที่ชัดเจนและคมชัด ปรับรูปทรงของกรอบหน้าให้มีความสมมาตร
- ฟิลเลอร์งานผิว เพิ่มคุณภาพผิวให้ชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดริ้วรอยในชั้นผิว
- ฟิลเลอร์รอยย่นที่คอ (Neck Lines) ช่วยลดเลือนเส้นแนวขวางบริเวณคอ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

7. ฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดใช้กี่ cc?

ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ในแต่ละจุด ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล เช่น มีร่องลึกมากหรือน้อยเพียงใด การเลือกใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมในแต่ละบริเวณ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงาม และเป็นธรรมชาติ จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำแนะนำ และวางแผนการรักษาให้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปปริมาณที่ใช้มีดังนี้
- ริมฝีปาก (Lips) ประมาณ 1-2 cc
- ใต้ตา (Tear Trough) ประมาณ 0.5-1 cc/ ข้าง
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) ประมาณ 1-2 cc/ ข้าง
- แก้ม (Cheeks) ประมาณ 1-3 cc/ ข้าง
- ขมับ (Temples) ประมาณ 1-2 cc/ ข้าง
- คาง (Chin) ประมาณ 1-2 cc
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines) ประมาณ 0.5-1 cc/ ข้าง
- หน้าผาก (Forehead) ประมาณ 1-2 cc (สำหรับลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline) ประมาณ 1-2 cc/ ข้าง
- ผิวหน้า (Facial Skin) ประมาณ 2-3 cc/ ทั่วใบหน้า
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines) ประมาณ 2-3 cc

8. ฉีดฟิลเลอร์มีผลเสียอย่างไร?

แม้ว่าการฉีดฟิลเลอร์จะมีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ที่จะฉีดฟิลเลอร์จึงควรทำความเข้าใจผลข้างเคียงเหล่านี้อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และสามารถปฏิบัติตัวหลังการฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างเหมาะสม
- อาการบวม (20-50%) พบได้บ่อยที่สุด อาการบวมบริเวณที่ฉีด มักจะหายไปภายในไม่กี่วัน หรือในบางกรณีอาจนานถึง 1 สัปดาห์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
- รอยช้ำ (10-20%) เกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเลือดฝอยบริเวณที่ฉีด เลือดจึงไหลออกมาอยู่ใต้ผิวหนัง รอยช้ำจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
- เกิดก้อนใต้ผิวหนัง (1-5%) เกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณมากเกินไปในแต่ละจุด หรือฟิลเลอร์มีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ สามารถแก้ไขได้ด้วยการนวดเบา ๆ ในช่วงแรกหลังฉีด หรือใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ฉีดสลายฟิลเลอร์ได้
- การเปลี่ยนแปลงสีผิว (Skin Discoloration) (2-4%) คือการที่ผิวหนังบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มีสีผิดปกติ เช่น สีเขียวฟ้า เกิดจากการฉีดในตำแหน่งที่ตื้นเกินไป ทำให้เนื้อฟิลเลอร์เกิดการสะท้อนแสงในชั้นผิวตื้นๆ (Tyndall Effect) สามารถแก้ไขได้โดยการฉีด Hyaluronidase สลายฟิลเลอร์
- การเคลื่อนตำแหน่ง (1-3%) มักพบจากการฉีดฟิลเลอร์ปาก หรือร่องแก้ม เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย ควรหลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 24-48 ชั่วโมงหลังการฉีดเพื่อป้องกันการเคลื่อนตำแหน่งของฟิลเลอร์
- การติดเชื้อ (0.02-0.1%) แม้ว่าความเสี่ยงนี้จะต่ำ แต่ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานการควบคุมความสะอาดและการปฏิบัติที่ถูกต้อง หากมีอาการติดเชื้อสามารถใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา หรือหากเกิดหนอง อาจต้องมีการระบายหนองออกร่วมด้วย
- การแพ้ยา (0.02-0.4%) โอกาสในการแพ้ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid นั้นต่ำมาก อาการแพ้ที่เกิดขึ้นอาจเป็นอาการเล็กน้อย เช่น คัน มีผื่นแดงบริเวณที่ฉีด ไปจนถึงอาการที่รุนแรง เช่น การเกิดปฏิกิริยา Anaphylaxis ผู้ที่มีประวัติการแพ้สารต่างๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนการฉีดฟิลเลอร์
- ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง (0.05-0.1%) การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ที่อาจทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ หรือปัญหาการมองเห็น เกิดจากการที่ฟิลเลอร์ถูกฉีดเข้าไปในหลอดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จมูกและหน้าผาก
ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวสามารถแก้ไข หรือลดความรุนแรงลงได้ หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยการใช้ Hyaluronidase ฉีดสลาย และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน เลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ และฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์

9. ฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี?

9.1 Juvederm

ฟิลเลอร์ Juvederm เป็นหนึ่งในแบรนด์ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทำให้ Juvederm สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในหลายด้าน

9.1.1 ฟิลเลอร์ Juvederm ฉีดตรงไหนได้บ้าง?

ปัจจุบันฟิลเลอร์ Juvederm มีทั้งหมด 7 รุ่น แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติและการใช้งานที่เฉพาะเจาะจง ดังนี้


1) Juvederm Volux (Vycross™)
ตำแหน่งที่ใช้: คาง กรอบหน้า/กราม (Jawline)
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18-24 เดือน
ประโยชน์: ช่วยปรับรูปทรงของคาง ทำให้คางดูมีมิติ และช่วยปรับแนวกรอบหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

2) Juvederm Voluma XC (Vycross™)
ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม คาง
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18-24 เดือน
ประโยชน์: ใช้สำหรับเพิ่มปริมาตร (Volume) บริเวณแก้ม โหนกแก้ม และคาง เพื่อช่วยยกกระชับบริเวณแก้ม ปรับรูปหน้าและคางให้ได้สัดส่วน

3) Juvederm Volift XC (Vycross™)
ตำแหน่งที่ใช้: ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมาก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18 เดือน
ประโยชน์: ใช้สำหรับเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) และร่องน้ำหมาก (Marionette Lines)

4) Juvederm Volbella XC (Vycross™)
ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ใต้ตา รอยย่นลึกที่คอ (Neck lines) เส้นที่หน้าผาก (Forehead lines)
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
ประโยชน์: ใช้สำหรับเติมเต็มริมฝีปากให้ได้รูป อิ่มเอิบเป็นธรรมชาติ และเติมบริเวณใต้ตา เพื่อแก้ปัญหาร่องลึกใต้ตา หรือใต้ตาหมองคล้ำ ช่วยเติมเต็มเส้นที่คอและหน้าผาก

5) Juvederm Volite (Vycross™)
ตำแหน่งที่ใช้: ผิวหน้า คอ มือ
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
ประโยชน์: ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิวหนังโดยเฉพาะ สามารถใช้ได้ทั่วใบหน้า คอ และมือ

6) Juvederm Ultra XC (Hylacross™)
ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ร่องแก้ม/ ร่องน้ำหมากที่ไม่ลึกมาก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 9-12 เดือน
ประโยชน์: เพิ่มความอวบอิ่มให้กับริมฝีปาก และปรับทรงปากให้ดูเป็นธรรมชาติ ใช้เติมเต็มบริเวณร่องแก้ม และร่องน้ำหมาก ระดับตื้นถึงปานกลางได้ด้วย

7) Juvederm Ultra Plus XC (Hylacross™)
ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมากที่ลึก คาง กรอบหน้า/กราม
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
ประโยชน์: มีความหนืดมากกว่ารุ่น Ultra XC เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณแก้ม เติมเต็มร่องลึกบริเวณร่องแก้ม และร่องน้ำหมากที่ลึกและชัดเจน รวมถึงการปรับรูปทรงของคาง และกรอบหน้า (Jawline) เพื่อปรับโครงหน้าให้คมชัด

9.1.2 ฟิลเลอร์ Juvederm อยู่ได้นานกี่ปี?

ความคงทนของฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ตำแหน่งที่ฉีด การดูแลผิวพรรณหลังการฉีด พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: ประมาณ 6-9 เดือน
- Juvederm Volbella XC: ประมาณ 12-18 เดือน
- Juvederm Volift XC: ประมาณ 18 เดือน
- Juvederm Voluma XC และ Volux: ประมาณ 18-24 เดือน

รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: ประมาณ 9-12 เดือน
- Juvederm Ultra Plus XC: ประมาณ 12-18 เดือน

9.1.3 จุดไหนเหมาะกับ Juvederm รุ่นใดบ้าง?

- ริมฝีปาก (Lips): Volbella XC หรือ Ultra XC
- ใต้ตา (Tear Trough): Volbella XC
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): Volift XC หรือ Ultra/Ultra Plus XC
- แก้ม (Cheeks): Voluma XC หรือ Ultra Plus XC
- ขมับ (Temples): Voluma XC หรือ Ultra Plus XC
- คาง (Chin): Voluma XC หรือ Volux หรือ Ultra Plus XC
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): Volift XC หรือ Ultra/Ultra Plus XC
- หน้าผาก (Forehead): Volite, Volbella XC (สำหรับลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline): Volux หรือ Ultra Plus XC
- ผิวหน้า (Facial Skin): Volite
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines): Volite, Volbella XC

9.1.4 ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมี HA เข้มข้นเท่าใด?

ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมีความเข้มข้นของ Hyaluronic Acid (HA) ที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้า แต่ละรุ่นมีความเข้มข้นของ HA ดังนี้

รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: 12 mg/ml
- Juvederm Volbella XC: 15 mg/ml
- Juvederm Volift XC: 17.5 mg/ml
- Juvederm Voluma XC: 20 mg/ml
- Juvederm Volux: 25 mg/ml

รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: 24 mg/ml
- Juvederm Ultra Plus XC: 24 mg/ml

9.1.5 เทคโนโลยีการผลิต Juvederm

Juvederm ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสองเทคโนโลยีคือ Vycross™ และ Hylacross™ ทำให้ได้ฟิลเลอร์ที่มีความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เหมาะสำหรับการใช้แก้ปัญหาของใบหน้าที่แตกต่างกัน
Hylacross™ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตฟิลเลอร์ รุ่นเริ่มต้นอย่าง Juvederm Ultra XC และ Ultra Plus XC ทำให้ฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่น มีเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม และสามารถปรับตัวเข้ากับโครงสร้างของใบหน้าได้เป็นอย่างดี
Vycross™ เป็นเทคโนโลยีล่าสุดของ Juvederm ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการผลิตฟิลเลอร์รุ่น Volite, Volbella XC, Volift XC, Voluma XC และ Volux โดยใช้การเชื่อมโยงโมเลกุลของ Hyaluronic Acid ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและสูงเข้าด้วยกัน ทำให้ฟิลเลอร์ที่ได้มีความหนืดและความคงตัวสูงขึ้น มีผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ที่ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการบวมหลังฉีดได้อีกด้วย

9.1.6 ประเทศผู้ผลิต และมาตรฐานการผลิต Juvederm

Juvederm ผลิตโดยบริษัท Allergan Aesthetics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ AbbVie มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กระบวนการผลิตฟิลเลอร์ Juvederm มีจากทั้งโรงงานในยุโรป (เมือง Pontarlier ประเทศฝรั่งเศส และเมือง Westport ประเทศไอร์แลนด์) และสหรัฐอเมริกา (เมือง Austin, Texas)
Juvederm ผ่านการรับรองจากหน่วยงานควบคุมยากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA), CE Marking ในยุโรป, Ministry of Food and Drug Safety ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ของประเทศไทยด้วย

9.1.7 ฉีดฟิลเลอร์ Juvederm ราคาเท่าไร?

ราคาฟิลเลอร์ Juvederm แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ โดยแต่ละรุ่นมีราคาต่อ 1 cc ดังนี้
รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: 16,900/ 1 cc
- Juvederm Volbella XC: 17,900/ 1 cc
- Juvederm Volift XC: 17,900/ 1 cc
- Juvederm Voluma XC: 18,900/ 1 cc
- Juvederm Volux: 19,900/ 1 cc

รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: 13,900/ 1 cc
- Juvederm Ultra Plus XC: 14,900/ 1 cc

ราคาดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของคลินิก หรือแพ็กเกจที่เลือก

9.1.8 สรุป Juvederm

ฟิลเลอร์ Juvederm ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความงามที่หลากหลาย ตั้งแต่การเพิ่มปริมาตร (Volume) เติมเต็มร่องลึก ช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพผิว ไปจนถึงการปรับโครงหน้าให้ได้สัดส่วน โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทั้ง Hylacross™ และ Vycross™ ทำให้ Juvederm เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน

9.2 Belotero

Belotero เป็นแบรนด์ฟิลเลอร์ที่พัฒนาโดยบริษัท Merz Aesthetics ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงในวงการความงาม ฟิลเลอร์ Belotero ผลิตจาก Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิวหนัง

9.2.1 ฟิลเลอร์ Belotero ฉีดตรงไหนได้บ้าง?

ปัจจุบันฟิลเลอร์ Belotero มีทั้งหมด 7 รุ่น แต่ละรุ่นมีสีของกล่องที่แตกต่างกันเพื่อแสดงถึงคุณสมบัติและการใช้งานเฉพาะที่ของแต่ละรุ่น ดังนี้

1) Belotero Revive (กล่องสีเขียวอ่อน)
ตำแหน่งที่ใช้: ผิวหน้า คอ มือ
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6 เดือน
ประโยชน์: ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กับผิว

2) Belotero Soft (กล่องสีเหลือง)
ตำแหน่งที่ใช้: ใต้ตา รอยย่นลึกที่คอ (Neck lines) เส้นที่หน้าผาก (Forehead lines)
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
ประโยชน์: เติมใต้ตา แก้ปัญหาร่องลึกใต้ตา หรือใต้ตาหมองคล้ำ ช่วยให้เส้นที่คอและเส้นที่หน้าผากดูตื้นขึ้น

3) Belotero Balance (กล่องสีส้ม)
ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ร่องแก้ม/ ร่องน้ำหมากที่ไม่ลึกมาก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
ประโยชน์: มีความหนืดปานกลาง เหมาะสำหรับการปรับรูปทรงปาก และเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์

4) Belotero Intense (กล่องสีม่วงแดง)
ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมากที่ลึก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 9-12 เดือน
ประโยชน์: มีความหนืดสูงขึ้น เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณแก้ม เติมเต็มร่องลึกบริเวณร่องแก้ม และร่องน้ำหมากที่ลึกและชัดเจน

5) Belotero Volume (กล่องสีม่วง)
ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม คาง กรอบหน้า/กราม (Jawline)
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
ประโยชน์: มีความหนืดสูงสุด ช่วยปรับรูปคางและกรอบหน้าให้ชัดเจนและได้สัดส่วน ใช้เติมเพื่อช่วยยกกระชับบริเวณแก้มได้ด้วย

6) Belotero Lips Shape (กล่องสีแดงเข้ม)
ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-12 เดือน
ประโยชน์: เติมเต็มร่องปาก เพิ่มความอวบอิ่มให้ริมฝีปาก แก้ปัญหาปากบาง และช่วยปรับรูปทรงปาก

7) Belotero Lips Contour (กล่องสีแดงอ่อน)
ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก
ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-12 เดือน
ประโยชน์: ใช้ในการเติมเต็มขอบริมฝีปาก ให้รูปทรงปากมีความคมชัดมากขึ้น

9.2.2 ฟิลเลอร์ Belotero อยู่ได้นานกี่ปี ?

ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมีระยะเวลาที่อยู่ได้นานแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการผลิต ความเข้มข้นและน้ำหนักโมเลกุลของ HA ที่ใช้ และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ตำแหน่งที่ฉีด การดูแลผิวพรรณหลังการฉีด พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล


- Belotero Revive: ประมาณ 6 เดือน
- Belotero Soft และ Belotero Balance: ประมาณ 6-9 เดือน
- Belotero Lips Shape และ Belotero Lips Contour: ประมาณ 6-12 เดือน
- Belotero Intense: ประมาณ 9-12 เดือน
- Belotero Volume: ประมาณ 12-18 เดือน

9.2.3 จุดไหนเหมาะกับ Belotero รุ่นใดบ้าง?

- ริมฝีปาก (Lips): Soft, Balance, Intense, Lips Shape, Lips Contour
- ใต้ตา (Tear Trough): Soft
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): Balance, Intense
- แก้ม (Cheeks): Volume
- ขมับ (Temples): Volume
- คาง (Chin): Volume
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): Balance, Intense
- หน้าผาก (Forehead): Revive, Soft (สำหรับลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline): Volume
- ผิวหน้า (Facial Skin): Revive
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines): Revive, Soft

9.2.4 ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมี HA เข้มข้นเท่าใด?

ความเข้มข้นของ Hyaluronic Acid (HA) ในฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติเฉพาะ และเหมาะกับการฉีดในตำแหน่งที่ต่างกันไป โดยแต่ละรุ่นมีความเข้มข้น ดังนี้

- Belotero Revive: 20 mg/ml
- Belotero Soft: 20 mg/ml
- Belotero Balance: 22.5 mg/ml
- Belotero Lips Contour: 22.5 mg/ml
- Belotero Lips Shape: 25.5 mg/ml
- Belotero Intense: 25.5 mg/ml
- Belotero Volume: 26 mg/ml

9.2.5 เทคโนโลยีการผลิต Belotero

Belotero ใช้เทคโนโลยีการผลิต Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยให้ฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นและความหนืดในระดับที่เหมาะสม สามารถกระจายตัวในชั้นผิวและช่วยกักเก็บน้ำได้ดี ทำให้ผิวชุ่มชื้น และยังสามารถปรับเข้ากับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

9.2.6 ประเทศผู้ผลิต และมาตรฐานการผลิต Belotero

การผลิตฟิลเลอร์ Belotero ใช้เทคโนโลยี CPM ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานการผลิตสูง โรงงานตั้งอยู่ทั้งในเมือง Rheinfelden ประเทศเยอรมนี และเมือง Reinach ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสำนักงานใหญ่ของ Merz Aesthetics ผู้ผลิตฟิลเลอร์ Belotero ตั้งอยู่ที่เมือง Frankfurt am Main ประเทศเยอรมนี
ฟิลเลอร์ Belotero ได้รับการยอมรับและอนุมัติจากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA), CE Marking ในยุโรป, Swissmedic ของสวิตเซอร์แลนด์, Ministry of Food and Drug Safety ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ของประเทศไทยด้วย

9.2.7 ฉีดฟิลเลอร์ Belotero ราคาเท่าไร?

ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมีราคาต่อ 1 cc ดังนี้

- Belotero Revive: 13,900/ 1 cc
- Belotero Soft: 13,900/ 1 cc
- Belotero Balance: 14,900/ 1 cc
- Belotero Lips Contour: 15,900/ 1 cc
- Belotero Lips Shape: 15,900/ 1 cc
- Belotero Intense: 15,900/ 1 cc
- Belotero Volume: 16,900/ 1 cc

ราคาดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของคลินิก หรือแพ็กเกจที่เลือก

9.2.8 สรุป Belotero

Belotero มีฟิลเลอร์หลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาผิวหน้า คอ มือ รวมถึงช่วยเติมเต็มส่วนต่างๆของใบหน้า ในหลากหลายรูปแบบ เทคโนโลยี CPM ที่ใช้ในการผลิตช่วยให้ฟิลเลอร์ Belotero มีความยืดหยุ่นและคงทน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ การเลือกใช้ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ต้องการฉีดและผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับความต้องการ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล

10. ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวัง และการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ขั้นตอนในการฉีดฟิลเลอร์กับ คุณหมอชิน (นพ.ภาคิน ภาคย์ภิญโญ ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง) สามารถแยกเป็นลำดับดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: การประเมินและปรึกษาแพทย์ (Assessment and Consultation)
เริ่มต้นด้วยการประเมินโดยคุณหมอชิน ประกอบด้วยการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า การตรวจสภาพผิว รวมถึงประวัติการแพ้สารต่างๆ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดฟิลเลอร์ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งที่ต้องการฉีด

ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมบริเวณที่จะฉีด (Preparation)
เมื่อได้กำหนดบริเวณที่ต้องการฉีดแล้ว จะทำความสะอาดผิวและใช้ยาชาเฉพาะที่แบบทา เพื่อลดอาการเจ็บระหว่างการฉีด รอยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 30 - 40 นาที

ขั้นตอนที่ 3: การฉีดฟิลเลอร์ (Injection)
หลังจากนั้นจะฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มขนาดเล็กเข้าไปในจุดที่ต้องการเติมเต็ม โดยคุณหมอจะค่อยๆฉีดฟิลเลอร์อย่างช้าๆ และวางเนื้อฟิลเลอร์ในตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ กระบวนการฉีดใช้เวลาประมาณ 15-40 นาที ขึ้นกับจุดที่ฉีด และปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ว่ามากหรือน้อยเพียงใด

ขั้นตอนที่ 4: การนวดและจัดรูปทรง (Molding and Shaping)
หลังฉีดฟิลเลอร์แล้ว คุณหมอจะคลึงเบาๆบริเวณที่ฉีด และจัดรูปทรงให้ได้ตามที่ต้องการ เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์กระจายตัวได้ดี มีความเรียบเนียนสม่ำเสมอ

ขั้นตอนที่ 5: การตรวจสอบและติดตามผล (Post-Injection Monitoring)
เป็นการตรวจสอบความเรียบร้อยว่าเนื้อฟิลเลอร์เข้าที่ดี ไม่เป็นก้อน และไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตันของหลอดเลือด รวมถึงจะมีการนัดติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์

ขั้นตอนที่ 6: การดูแลหลังการฉีด (Aftercare)
คุณหมอจะแนะนำวิธีการดูแล หลังการฉีดฟิลเลอร์ เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีด ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน เพื่อให้ผลลัพธ์คงทนและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน

11. การเตรียมตัวก่อนการฉีดฟิลเลอร์

1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อประเมินจุดที่ต้องการแก้ไข ว่าเหมาะกับการการฉีดฟิลเลอร์หรือไม่ และผลลัพธ์ที่คาดหวังจะเป็นอย่างไร
2. เลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ และออกแบบมาสำหรับการฉีดในบริเวณที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะกับจุดที่ต้องการแก้ไข นอกจากนี้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจากองค์กรที่เชื่อถือได้
3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาหารเสริม ที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า
ยาที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, โอเมก้า-3, แปะก๊วย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำ หรือเลือดออก งดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนการฉีด
4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำหรือเลือดออก จึงควรงดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง ก่อนการฉีด
5. หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนต์ผิวที่เข้มข้น
การทำทรีทเมนต์ เช่น การใช้สารเคมีเข้มข้นเพื่อลอกผิว (Chemical Peeling) การทำเลเซอร์ชนิดที่เกิดแผล การขัดผิว ควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
6. แจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา
หากเคยแพ้ยา หรือสารเติมเต็มใดๆ ควรแจ้งแพทย์เพื่อป้องกันการแพ้ซ้ำ

12. หลังฉีดฟิลเลอร์ ห้ามทำอะไรบ้าง?

1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อประเมินจุดที่ต้องการแก้ไข ว่าเหมาะกับการการฉีดฟิลเลอร์หรือไม่ และผลลัพธ์ที่คาดหวังจะเป็นอย่างไร
2. เลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ และออกแบบมาสำหรับการฉีดในบริเวณที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะกับจุดที่ต้องการแก้ไข นอกจากนี้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจากองค์กรที่เชื่อถือได้
3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาหารเสริม ที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า
ยาที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, โอเมก้า-3, แปะก๊วย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำ หรือเลือดออก งดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนการฉีด
4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำหรือเลือดออก จึงควรงดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง ก่อนการฉีด
5. หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนต์ผิวที่เข้มข้น
การทำทรีทเมนต์ เช่น การใช้สารเคมีเข้มข้นเพื่อลอกผิว (Chemical Peeling) การทำเลเซอร์ชนิดที่เกิดแผล การขัดผิว ควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
6. แจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา
หากเคยแพ้ยา หรือสารเติมเต็มใดๆ ควรแจ้งแพทย์เพื่อป้องกันการแพ้ซ้ำ

13. ฉีดฟิลเลอร์จุดไหนเสี่ยงสุด?

การฉีดฟิลเลอร์มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงคือ การอุดตันของหลอดเลือด นำไปสู่การขาดเลือดในเนื้อเยื่อผิวหนัง หรือแม้กระทั่งการสูญเสียการมองเห็น ถึงแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่การฉีดฟิลเลอร์จำเป็นต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง และใช้เทคนิคการฉีดที่ปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเข้าเส้นเลือด ได้แก่ บริเวณระหว่างคิ้ว (Glabella) จมูก (Nose) ร่องน้ำตา (Tear Trough) และร่องแก้ม (Nasolabial Folds)

บทสรุป

การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเติมเต็มริ้วรอยผิว ร่องลึก และช่วยเพิ่มปริมาตรในส่วนต่างๆของใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) สามารถสลายได้เองในจุดที่ฉีด ทำให้มีความปลอดภัยสูงเมื่อเปรียบเทียบกับฟิลเลอร์ชนิดอื่นๆ การฉีดฟิลเลอร์ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นอกจากนี้ การเตรียมตัวก่อนและการดูแลหลังการฉีดฟิลเลอร์อย่างเหมาะสม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและสามารถอยู่ได้ยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย

ฉีดฟิลเลอร์ เจ็บมากไหม?


ฉีดฟิลเลอร์ได้บ่อยแค่ไหน?


ฉีดฟิลเลอร์ กี่วันเห็นผล และนานไหมกว่าจะเข้าที่?


ฟิลเลอร์สลายไม่หมดจริงไหม?


ดูยังไงว่าฟิลเลอร์สลายแล้ว?


ฟิลเลอร์ 1 cc เยอะไหม?


ฉีดฟิลเลอร์มาแต่งหน้าได้ไหม?


อะไรที่มีผลต่อความคงทนของฟิลเลอร์บ้าง?


ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี?

There are no posts on the list.