การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) ด้วยสาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ มีความปลอดภัยสูง และสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังการรักษา
ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึก ปรับสัดส่วนใบหน้าให้ดูสมดุล รวมถึงช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ให้ดูชุ่มชื้น อิ่มฟู และมีความสดใสมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
บทความนี้จะพามาทำความรู้จักว่า ฟิลเลอร์คืออะไร เหมาะกับใคร สามารถฉีดบริเวณใดได้บ้าง รวมถึงข้อควรปฏิบัติ ข้อห้าม และข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์
1. การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) คือการใช้สารเติมเต็มชนิดต่างๆ ฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยแก้ปัญหาและปรับรูปหน้าในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า
ในอดีต ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือคอลลาเจนจากสัตว์ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาฟิลเลอร์หลากหลายชนิดที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งจากสารธรรมชาติและสารสังเคราะห์ โดยฟิลเลอร์สามารถช่วยเติมเต็ม เพิ่มปริมาตร ปรับรูปทรง และลดริ้วรอยในชั้นผิวได้
ตัวอย่างบริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่
- ฟิลเลอร์ปาก: ช่วยปรับทรงริมฝีปาก เติมร่องปากให้ดูเรียบเนียน และแก้ปัญหาปากบาง
- ฟิลเลอร์ใต้ตา: ช่วยแก้ปัญหาใต้ตาหมองคล้ำ หรือร่องใต้ตา
- ฟิลเลอร์คาง: ช่วยเพิ่มปริมาตรคาง ปรับรูปทรงคาง และแก้ปัญหาคางสั้น คางตัด หรือคางถอย
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม: ช่วยเติมเต็มร่องแก้มที่ลึก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น
- ฟิลเลอร์ขมับ: ช่วยเติมเต็มขมับที่ตอบหรือยุบลึก ให้ใบหน้าดูสมส่วนและมีมิติมากขึ้น
2. ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท?
Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่นิยมใช้ในการฉีดฟิลเลอร์มากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังมีสารชนิดอื่นที่สามารถนำมาใช้เป็นฟิลเลอร์ได้เช่นกัน เช่น Poly-L-Lactic Acid (PLLA) , Calcium Hydroxylapatite (CaHA) และ Polymethyl Methacrylate (PMMA)
โดยทั่วไป ฟิลเลอร์สามารถแบ่งตามระยะเวลาที่คงอยู่ได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
2.1 ฟิลเลอร์ชั่วคราว (Temporary Fillers)

ฟิลเลอร์ชั่วคราวเป็นฟิลเลอร์ประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-18 เดือนหลังฉีด
- ตัวอย่างสาร: Hyaluronic Acid (HA)
- ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Juvederm, Restylane, Belotero และ Neuramis
2.2 ฟิลเลอร์กึ่งถาวร (Semi-Permanent Fillers)

ฟิลเลอร์กึ่งถาวรเป็นฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18 เดือน - 3 ปี
- ตัวอย่างสาร: Calcium Hydroxylapatite (CaHA) และ Poly-L-lactic Acid (PLLA)
- ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Radiesse (CaHA) และ Sculptra (PLLA)
2.3 ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Fillers)

ฟิลเลอร์ถาวรเป็นฟิลเลอร์ที่สามารถคงอยู่ในเนื้อเยื่อได้เป็นระยะเวลานาน หรืออาจคงอยู่ถาวร จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากหากเกิดปัญหาหรือผลข้างเคียง การแก้ไขอาจทำได้ยากกว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่น
- ระยะเวลาที่คงอยู่: มากกว่า 5 ปี หรืออาจคงอยู่ถาวร
- ตัวอย่างสาร: Polymethyl Methacrylate (PMMA)
- ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Bellafill (PMMA)
3. ทำความรู้จักฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA)
3.1 ฟิลเลอร์ HA คืออะไร?

- Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย และสามารถกักเก็บน้ำได้มากถึงประมาณ 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง
- HA มีบทบาทสำคัญต่อผิวหนัง: ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ เต่งตึง และช่วยลดการเกิดริ้วรอยในชั้นผิว
- HA ที่ใช้ในฟิลเลอร์: ผลิตด้วยกระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ (Biotechnological Production) โดยใช้แบคทีเรียสายพันธุ์เฉพาะคือ Streptococcus zooepidemicus
- กระบวนการผลิตฟิลเลอร์ HA: แบคทีเรียจะถูกเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อผลิต HA จากนั้นนำมาทำให้บริสุทธิ์ และปรับโครงสร้างโมเลกุลด้วยกระบวนการ Cross-linking เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและช่วยให้ฟิลเลอร์คงตัวได้นานขึ้น
- ข้อดีของกระบวนการผลิตนี้: ช่วยให้ได้ HA ที่มีความบริสุทธิ์สูง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ และสามารถปรับคุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์ให้เหมาะกับแต่ละบริเวณของใบหน้าได้
3.2 คุณสมบัติของฟิลเลอร์ HA

ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง และสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ดี
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
- เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังการฉีด
- มีความยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับเข้ากับการเคลื่อนไหวของใบหน้าได้ดี
- มีความปลอดภัยสูงและโอกาสแพ้น้อยมาก
- เข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ดี
- สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
- มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างน้อย
- หากเกิดปัญหา สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้
4. ประโยชน์ของการฉีดฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid (HA) สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาและปรับรูปหน้าได้หลายบริเวณ โดยมีข้อดีและคุณสมบัติที่โดดเด่น ดังนี้

4.1 เติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า
หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของ HA คือความสามารถในการเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) และ ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines)
4.2 เติมเต็มบริเวณใต้ตา
บริเวณใต้ตาเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างบอบบางและต้องการความละเอียดอ่อนในการรักษา การฉีด ฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถช่วยลดความหมองคล้ำและร่องลึกใต้ตา ทำให้ดวงตาดูสดใสและมีชีวิตชีวามากขึ้น
4.3 เพิ่มปริมาตรให้ใบหน้า
การฉีดฟิลเลอร์ช่วยเพิ่มปริมาตรในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า เช่น ฟิลเลอร์แก้ม เพื่อช่วยลดภาวะแก้มตอบ ทำให้ใบหน้าดูเต็มอิ่มมากขึ้น หรือ ฟิลเลอร์ปาก เพื่อช่วยปรับรูปทรงริมฝีปากให้อิ่มเอิบและได้สัดส่วนมากขึ้น
4.4 ใช้ในการปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์สามารถใช้ในการปรับรูปหน้าให้ดูมีมิติและสมดุลมากขึ้น เช่น ฟิลเลอร์กรอบหน้า (Jawline) เพื่อช่วยสร้างแนวกรอบหน้าให้ชัดเจน หรือ ฟิลเลอร์คาง เพื่อปรับรูปคางให้ดูสมส่วน
4.5 เพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
HA เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ลดริ้วรอยในชั้นผิว และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและยืดหยุ่นมากขึ้น
4.6 เห็นผลลัพธ์เบื้องต้นทันทีหลังฉีด
หลังการฉีดฟิลเลอร์จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที เนื้อฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาตรในบริเวณที่ฉีด โดยผลลัพธ์จะค่อยๆ เข้าที่และเห็นชัดเจนมากขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์
4.7 สามารถแก้ไขได้โดยใช้ Hyaluronidase
หนึ่งในข้อดีของฟิลเลอร์ HA คือ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรือเกิดปัญหาหลังฉีด สามารถใช้เอนไซม์ Hyaluronidase เพื่อช่วยฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
4.8 ผลลัพธ์ดูกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ
เนื่องจาก HA เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย และมีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อของใบหน้าได้ดี ทำให้ผลลัพธ์หลังฉีดดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ
4.9 ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เวลาพักฟื้นน้อย
การฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการแบบไม่ผ่าตัด จึงไม่มีแผลผ่าตัด และโดยทั่วไปสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตาม อาจมีรอยเข็ม อาการบวม แดง หรือช้ำชั่วคราวหลังฉีดได้
5. การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง

การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า เติมเต็มร่องลึก หรือฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยสามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายบริเวณ ดังนี้
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น: เช่น การฉีดฟิลเลอร์คาง หรือฟิลเลอร์กรอบหน้า เพื่อช่วยเพิ่มมิติและความสมดุลของใบหน้า
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาตรให้ใบหน้า: เช่น ฟิลเลอร์ขมับ หรือฟิลเลอร์แก้ม เพื่อช่วยให้ใบหน้าดูเต็มอิ่มและอ่อนเยาว์มากขึ้น
- ผู้ที่มีร่องลึกบนใบหน้า: เช่น ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ( Nasolabial Folds ) หรือฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก ( Marionette Lines ) เพื่อช่วยเติมเต็มร่องลึกและทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น
- ผู้ที่มีริมฝีปากบาง: เพื่อช่วยปรับรูปทรงริมฝีปากให้อิ่มเอิบและได้สัดส่วนมากขึ้น
- ผู้ที่มีริ้วรอยในชั้นผิว: ฟิลเลอร์สามารถช่วยเติมเต็มริ้วรอย ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น เช่น ริ้วรอยระหว่างคิ้ว
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว: โดยเฉพาะกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ( Hydration ) และความยืดหยุ่นของผิว ( Elasticity ) ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำและสุขภาพดีขึ้น
- ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว: ฟิลเลอร์สามารถช่วยเติมเต็มหลุมสิวบางประเภท เช่น Rolling Scars และ Boxcar Scars ทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
- ผู้ที่มีแก้มหย่อนคล้อย: ฟิลเลอร์สามารถใช้เพื่อช่วยพยุงและยกกระชับรูปหน้าได้ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเลือกชนิดฟิลเลอร์และเทคนิคการฉีดที่เหมาะสม
- ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที: หลังฉีดสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที และผลลัพธ์จะค่อยๆ เข้าที่มากขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์
- ผู้ที่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือไม่มีเวลาพักฟื้น: เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ไม่มีแผล เจ็บน้อย และไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
6. ฉีดฟิลเลอร์ตรงตำแหน่งไหนได้บ้าง

การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) สามารถทำได้หลายตำแหน่งบนใบหน้า โดยแต่ละบริเวณจะช่วยแก้ปัญหาและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
- ฟิลเลอร์ปาก: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความอิ่มเอิบ และปรับรูปทรงริมฝีปากให้ดูชัดเจนมากขึ้น รวมถึงช่วยให้ทาลิปสติกได้เรียบเนียนขึ้น
- ฟิลเลอร์ใต้ตา: ช่วยลดความหมองคล้ำและร่องลึกใต้ตา ทำให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม: ช่วยเติมเต็มร่องลึกและทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัยมากขึ้น
- ฟิลเลอร์แก้ม: ช่วยเติมเต็มบริเวณแก้ม แก้ปัญหาแก้มตอบ และช่วยพยุงใบหน้าให้ดูมีมิติมากขึ้น
- ฟิลเลอร์ขมับ: ช่วยเติมเต็มบริเวณขมับที่ยุบหรือบุ๋ม ทำให้ใบหน้าดูสมดุลและเต็มอิ่มขึ้น
- ฟิลเลอร์คาง: ช่วยปรับรูปทรงคางให้ได้สัดส่วน แก้ปัญหาคางสั้น คางตัด หรือคางถอย
- ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): ช่วยเติมเต็มร่องลึกบริเวณมุมปากที่ลากลงมาถึงคาง
- ฟิลเลอร์หน้าผาก: ช่วยเติมเต็มร่องลึกและลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รวมถึงรอยย่นระหว่างคิ้ว
- ฟิลเลอร์กรอบหน้า: ช่วยสร้างแนวกรอบหน้าให้ดูคมชัดและมีความสมมาตรมากขึ้น
- ฟิลเลอร์งานผิว: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว พร้อมช่วยลดริ้วรอยในชั้นผิว
- ฟิลเลอร์รอยย่นที่คอ (Neck Lines): ช่วยลดเลือนเส้นแนวขวางบริเวณลำคอ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น
7. ฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดใช้กี่ cc?

ปริมาณ ฟิลเลอร์ (Filler) ที่ใช้ในแต่ละบริเวณ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล เช่น ระดับความลึกของร่อง ปริมาตรที่สูญเสียไป หรือผลลัพธ์ที่ต้องการ
การเลือกใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสมในแต่ละตำแหน่ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ดูสวยงามและเป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ โดยทั่วไปปริมาณฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ มีดังนี้
- ริมฝีปาก (Lips): ประมาณ 1-2 cc
- ใต้ตา (Tear Trough): ประมาณ 0.5-1 cc / ข้าง
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): ประมาณ 1-2 cc / ข้าง
- แก้ม (Cheeks): ประมาณ 1-3 cc / ข้าง
- ขมับ (Temples): ประมาณ 1-2 cc / ข้าง
- คาง (Chin): ประมาณ 1-2 cc
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): ประมาณ 0.5-1 cc / ข้าง
- หน้าผาก (Forehead): ประมาณ 1-2 cc (สำหรับช่วยลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline): ประมาณ 1-2 cc / ข้าง
- ฟิลเลอร์งานผิว (Facial Skin): ประมาณ 2-3 cc / ทั่วใบหน้า
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines): ประมาณ 2-3 cc
8. ฉีดฟิลเลอร์มีผลเสียอย่างไร?

แม้ว่าการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) จะเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีความเสี่ยงและผลข้างเคียงบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือทำหัตถการโดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์
ผู้ที่สนใจฉีดฟิลเลอร์จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้
- อาการบวม (20-50%): เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน หรือบางรายอาจนานถึงประมาณ 1 สัปดาห์ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด
- รอยช้ำ (10-20%): เกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเลือดฝอยบริเวณที่ฉีด ทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
- เกิดก้อนใต้ผิวหนัง (1-5%): อาจเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณมากเกินไป หรือฟิลเลอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอ สามารถแก้ไขได้ด้วยการนวดเบาๆ ในระยะแรก หรือใช้เอนไซม์ Hyaluronidase เพื่อช่วยสลายฟิลเลอร์
- การเปลี่ยนแปลงสีผิว (Skin Discoloration) (2-4%): มักเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป ทำให้เกิดการสะท้อนแสงของเนื้อฟิลเลอร์ หรือที่เรียกว่า Tyndall Effect ส่งผลให้ผิวมีสีเขียวฟ้าหรืออมเทา สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีด Hyaluronidase
- การเคลื่อนตำแหน่งของฟิลเลอร์ (1-3%): มักพบในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ริมฝีปากหรือร่องแก้ม จึงควรหลีกเลี่ยงการกด นวด หรือขยับบริเวณดังกล่าวมากเกินไปในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
- การติดเชื้อ (0.02-0.1%): แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีอาการบวมแดง ปวด หรือมีหนอง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
- การแพ้ฟิลเลอร์ (0.02-0.4%): โอกาสในการแพ้ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ค่อนข้างต่ำ แต่อาจเกิดได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ผื่นหรืออาการคัน ไปจนถึงภาวะแพ้รุนแรง ( Anaphylaxis ) ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาหรือสารต่างๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ
- ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง (0.05-0.1%): เช่น การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งอาจทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ หรือส่งผลต่อการมองเห็น เกิดจากการที่ฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันในหลอดเลือด มักพบในบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง เช่น จมูกและหน้าผาก
ภาวะแทรกซ้อนส่วนใหญ่สามารถลดความรุนแรงลงได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้ Hyaluronidase เพื่อสลายฟิลเลอร์ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ฉีดในคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ และทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเข้าใจด้านกายวิภาคของใบหน้า
9. ฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี?
9.1 Juvederm
Juvederm เป็นหนึ่งในแบรนด์ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานในหลายบริเวณของใบหน้า
ฟิลเลอร์ Juvederm มีหลายรุ่นให้เลือกตามลักษณะของปัญหาและบริเวณที่ต้องการรักษา ทั้งการเติมเต็มร่องลึก เพิ่มปริมาตร ปรับรูปหน้า รวมถึงฟิลเลอร์งานผิว ทำให้สามารถออกแบบผลลัพธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างเป็นธรรมชาติ
9.1.1 ฟิลเลอร์ Juvederm ฉีดตรงไหนได้บ้าง?
ปัจจุบัน Juvederm มีฟิลเลอร์ทั้งหมดหลายรุ่น โดยแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในบริเวณที่แตกต่างกัน ทั้งด้านความยืดหยุ่น ความคงตัว และระยะเวลาของผลลัพธ์
1) Juvederm Volux (Vycross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: คาง และกรอบหน้า/กราม ( Jawline )
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18-24 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความคงตัวสูง เหมาะสำหรับการสร้างโครงหน้าและเพิ่มความคมชัดของกรอบหน้า
- ประโยชน์: ช่วยปรับรูปทรงคางให้ดูมีมิติ และช่วยปรับแนวกรอบหน้าให้ดูชัดเจนและสมส่วนมากขึ้น
2) Juvederm Voluma XC (Vycross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม และคาง
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18-24 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความคงตัวสูง เหมาะสำหรับการเพิ่มปริมาตรและช่วยพยุงโครงสร้างของใบหน้า
- ประโยชน์: ใช้สำหรับเพิ่มปริมาตรบริเวณแก้ม โหนกแก้ม และคาง ช่วยยกกระชับบริเวณแก้ม พร้อมปรับรูปหน้าและคางให้ดูได้สัดส่วนมากขึ้น
3) Juvederm Volift XC (Vycross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: ร่องแก้ม และร่องน้ำหมาก
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 18 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ
- ประโยชน์: ใช้สำหรับเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม (Nasolabial Folds) และ ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines)
4) Juvederm Volbella XC (Vycross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ใต้ตา รอยย่นที่คอ ( Neck Lines ) และรอยย่นบริเวณหน้าผาก ( Forehead Lines )
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความละเอียดและยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับบริเวณที่ผิวบางและต้องการความเป็นธรรมชาติ
- ประโยชน์: ใช้สำหรับเติมเต็มริมฝีปากให้อิ่มเอิบและได้รูป เติมเต็มบริเวณใต้ตาเพื่อลดร่องลึกหรือความหมองคล้ำ รวมถึงช่วยเติมเต็มรอยย่นบริเวณคอและหน้าผาก
5) Juvederm Volite (Vycross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: ผิวหน้า คอ และมือ
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
- จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
- ประโยชน์: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ( Hydration ) ความยืดหยุ่น ( Elasticity ) และความเรียบเนียนของผิว สามารถใช้ได้ทั่วใบหน้า ลำคอ และมือ
6) Juvederm Ultra XC (Hylacross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ร่องแก้ม และร่องน้ำหมากระดับตื้นถึงปานกลาง
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 9-12 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความนุ่มและยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการเติมเต็มบริเวณที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ
- ประโยชน์: ช่วยเพิ่มความอวบอิ่มให้ริมฝีปาก ปรับทรงปากให้ดูเป็นธรรมชาติ และสามารถใช้เติมเต็มร่องแก้มและร่องน้ำหมากระดับตื้นถึงปานกลางได้
7) Juvederm Ultra Plus XC (Hylacross™)
- ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก คาง และกรอบหน้า/กราม ( Jawline )
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดและความคงตัวสูงกว่ารุ่น Ultra XC เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการการยกพยุงและเติมเต็มร่องลึก
- ประโยชน์: ช่วยยกกระชับบริเวณแก้ม เติมเต็มร่องแก้มและร่องน้ำหมากที่ลึก รวมถึงช่วยปรับรูปทรงคางและกรอบหน้าให้ดูคมชัดและได้สัดส่วนมากขึ้น
9.1.2 ฟิลเลอร์ Juvederm อยู่ได้นานกี่ปี?
ความคงทนของ ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต รวมถึงคุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์ในแต่ละรุ่น
นอกจากนี้ ระยะเวลาของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตำแหน่งที่ฉีด การดูแลผิวหลังทำหัตถการ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงสภาพผิวและการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล

ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมีระยะเวลาของผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิต คุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์ และบริเวณที่ใช้ฉีด โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้
1) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: ประมาณ 6-9 เดือน
- Juvederm Volbella XC: ประมาณ 12-18 เดือน
- Juvederm Volift XC: ประมาณ 18 เดือน
- Juvederm Voluma XC และ Volux: ประมาณ 18-24 เดือน
2) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: ประมาณ 9-12 เดือน
- Juvederm Ultra Plus XC: ประมาณ 12-18 เดือน
9.1.3 จุดไหนเหมาะกับ Juvederm รุ่นใดบ้าง?

- ริมฝีปาก (Lips): Volbella XC หรือ Ultra XC
- ใต้ตา (Tear Trough): Volbella XC
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): Volift XC หรือ Ultra / Ultra Plus XC
- แก้ม (Cheeks): Voluma XC หรือ Ultra Plus XC
- ขมับ (Temples): Voluma XC หรือ Ultra Plus XC
- คาง (Chin): Voluma XC, Volux หรือ Ultra Plus XC
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): Volift XC หรือ Ultra / Ultra Plus XC
- หน้าผาก (Forehead): Volite หรือ Volbella XC (สำหรับช่วยลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline): Volux หรือ Ultra Plus XC
- ฟิลเลอร์งานผิว (Facial Skin): Volite
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines): Volite หรือ Volbella XC
9.1.4 ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมี HA เข้มข้นเท่าใด?

ฟิลเลอร์ Juvederm แต่ละรุ่นมีความเข้มข้นของ Hyaluronic Acid (HA) ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละบริเวณของใบหน้า รวมถึงลักษณะของปัญหาและผลลัพธ์ที่ต้องการ
1) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: 12 mg/ml
- Juvederm Volbella XC: 15 mg/ml
- Juvederm Volift XC: 17.5 mg/ml
- Juvederm Voluma XC: 20 mg/ml
- Juvederm Volux: 25 mg/ml
2) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: 24 mg/ml
- Juvederm Ultra Plus XC: 24 mg/ml
9.1.5 เทคโนโลยีการผลิต Juvederm
Juvederm ใช้เทคโนโลยีการผลิตหลักอยู่ 2 เทคโนโลยี คือ Hylacross™ และ Vycross™ ซึ่งช่วยให้ได้ฟิลเลอร์ที่มีความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และเหมาะกับการใช้งานในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าที่แตกต่างกัน
1) Hylacross™ Technology
Hylacross™ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตฟิลเลอร์รุ่นเริ่มต้นของ Juvederm เช่น Ultra XC และ Ultra Plus XC
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นและมีสัมผัสที่ค่อนข้างเนียนนุ่ม
- คุณสมบัติ: สามารถปรับตัวเข้ากับโครงสร้างของใบหน้าได้ดี และเหมาะกับการเติมเต็มบริเวณที่ต้องการความนุ่มและความเป็นธรรมชาติ
2) Vycross™ Technology
Vycross™ เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของ Juvederm ที่ใช้ในฟิลเลอร์กลุ่ม Volite, Volbella XC, Volift XC, Voluma XC และ Volux
- หลักการผลิต: ใช้การเชื่อมโยงโมเลกุลของ Hyaluronic Acid ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและสูงเข้าด้วยกัน
- จุดเด่น: ช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดและความคงตัวสูงขึ้น
- ผลลัพธ์: ให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม
- ข้อดีเพิ่มเติม: ช่วยลดอาการบวมหลังฉีด และให้ผลลัพธ์ที่ดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
9.1.6 ประเทศผู้ผลิต และมาตรฐานการผลิต Juvederm
Juvederm ผลิตโดยบริษัท Allergan Aesthetics ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ AbbVie โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
กระบวนการผลิตฟิลเลอร์ Juvederm มีทั้งจากโรงงานในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เมือง Pontarlier ประเทศฝรั่งเศส , เมือง Westport ประเทศไอร์แลนด์ และเมือง Austin, Texas ประเทศสหรัฐอเมริกา
Juvederm ได้รับการรับรองจากหน่วยงานควบคุมยามากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
- U.S. FDA: องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา
- CE Marking: มาตรฐานการรับรองในสหภาพยุโรป
- MFDS: Ministry of Food and Drug Safety ของประเทศเกาหลีใต้
- อย. ประเทศไทย: ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
9.1.7 ฉีดฟิลเลอร์ Juvederm ราคาเท่าไร?
ราคาของ ฟิลเลอร์ Juvederm แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิต คุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์ และบริเวณที่ใช้ฉีด โดยราคาต่อ 1 cc มีดังนี้
1) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Vycross™
- Juvederm Volite: 16,900 บาท / 1 cc
- Juvederm Volbella XC: 17,900 บาท / 1 cc
- Juvederm Volift XC: 17,900 บาท / 1 cc
- Juvederm Voluma XC: 18,900 บาท / 1 cc
- Juvederm Volux: 19,900 บาท / 1 cc
2) รุ่นที่ใช้เทคโนโลยี Hylacross™
- Juvederm Ultra XC: 13,900 บาท / 1 cc
- Juvederm Ultra Plus XC: 14,900 บาท / 1 cc
ราคาดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของคลินิก หรือแพ็กเกจการรักษาที่เลือกในแต่ละช่วงเวลา
9.1.8 สรุป Juvederm
Juvederm ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความงามที่หลากหลาย ทั้งการเพิ่มปริมาตรของใบหน้า เติมเต็มร่องลึก ฟื้นฟูคุณภาพผิว และช่วยปรับโครงหน้าให้ดูได้สัดส่วนมากขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทั้ง Hylacross™ และ Vycross™ ทำให้ฟิลเลอร์ Juvederm มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับบริเวณและผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ Juvederm ยังเป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่ดูเรียบเนียน มีความปลอดภัยสูง และสามารถคงผลลัพธ์ได้ยาวนานเมื่อเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
9.2 Belotero
Belotero เป็นแบรนด์ฟิลเลอร์ที่พัฒนาโดยบริษัท Merz Aesthetics ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงในวงการความงาม ฟิลเลอร์ Belotero ผลิตจาก Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิวหนัง
9.2.1 ฟิลเลอร์ Belotero ฉีดตรงไหนได้บ้าง?
ปัจจุบัน Belotero มีฟิลเลอร์หลายรุ่น โดยแต่ละรุ่นถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในบริเวณและปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งด้านความละเอียดของเนื้อฟิลเลอร์ ความยืดหยุ่น และความคงตัวของผลิตภัณฑ์

ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นจะมีสีของกล่องที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยแยกคุณสมบัติและการใช้งานเฉพาะของแต่ละรุ่นได้อย่างชัดเจน ดังนี้
1) Belotero Revive (กล่องสีเขียวอ่อน)
- ตำแหน่งที่ใช้: ผิวหน้า คอ และมือ
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6 เดือน
- จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว
- ประโยชน์: ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ เรียบเนียน และดูสดใสมากขึ้น สามารถใช้ได้ทั้งบริเวณใบหน้า ลำคอ และมือ
2) Belotero Soft (กล่องสีเหลือง)
- ตำแหน่งที่ใช้: ใต้ตา รอยย่นที่คอ (Neck Lines) และรอยย่นบริเวณหน้าผาก (Forehead Lines)
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความละเอียดและนุ่ม เหมาะสำหรับบริเวณที่ผิวบางและต้องการความเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ
- ประโยชน์: ช่วยเติมเต็มร่องใต้ตา ลดความหมองคล้ำใต้ตา และช่วยให้รอยย่นบริเวณคอและหน้าผากดูตื้นขึ้น
3) Belotero Balance (กล่องสีส้ม)
- ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก ร่องแก้ม และร่องน้ำหมากระดับตื้นถึงปานกลาง
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-9 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดปานกลาง ให้ความเรียบเนียนและยืดหยุ่นได้ดี
- ประโยชน์: เหมาะสำหรับการปรับรูปทรงริมฝีปาก และช่วยเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์และเป็นธรรมชาติ
4) Belotero Intense (กล่องสีม่วงแดง)
- ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม ร่องแก้ม และร่องน้ำหมากที่ลึก
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 9-12 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดและความคงตัวสูงขึ้น เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องการการพยุงและเติมเต็มร่องลึก
- ประโยชน์: ช่วยยกกระชับบริเวณแก้ม เติมเต็มร่องแก้มและร่องน้ำหมากที่ลึก ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และมีมิติมากขึ้น
5) Belotero Volume (กล่องสีม่วง)
- ตำแหน่งที่ใช้: แก้ม โหนกแก้ม คาง และกรอบหน้า/กราม (Jawline)
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 12-18 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดและความคงตัวสูง เหมาะสำหรับการเพิ่มปริมาตรและปรับโครงสร้างใบหน้า
- ประโยชน์: ช่วยปรับรูปคางและกรอบหน้าให้ดูชัดเจนและได้สัดส่วน รวมถึงช่วยเติมเต็มและยกพยุงบริเวณแก้มให้ดูมีมิติมากขึ้น
6) Belotero Lips Shape (กล่องสีแดงเข้ม)
- ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-12 เดือน
- จุดเด่น: เนื้อฟิลเลอร์ถูกออกแบบมาเพื่อการปรับรูปทรงริมฝีปากโดยเฉพาะ ให้ผลลัพธ์ที่ดูนุ่มและเป็นธรรมชาติ
- ประโยชน์: ช่วยเติมเต็มร่องปาก เพิ่มความอวบอิ่มให้ริมฝีปาก แก้ปัญหาปากบาง และช่วยปรับรูปทรงริมฝีปากให้ดูได้สัดส่วนมากขึ้น
7) Belotero Lips Contour (กล่องสีแดงอ่อน)
- ตำแหน่งที่ใช้: ริมฝีปาก
- ระยะเวลาที่คงอยู่: ประมาณ 6-12 เดือน
- จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มและเก็บรายละเอียดบริเวณขอบริมฝีปากโดยเฉพาะ
- ประโยชน์: ช่วยเติมเต็มขอบริมฝีปาก ทำให้รูปทรงปากดูคมชัด ได้สัดส่วน และดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
9.2.2 ฟิลเลอร์ Belotero อยู่ได้นานกี่ปี ?
ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมีระยะเวลาของผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ความเข้มข้น และน้ำหนักโมเลกุลของ Hyaluronic Acid (HA) ที่ใช้ในแต่ละรุ่น
นอกจากนี้ ระยะเวลาของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตำแหน่งที่ฉีด การดูแลผิวหลังทำหัตถการ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงสภาพผิวและการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล

- Belotero Revive: ประมาณ 6 เดือน
- Belotero Soft และ Belotero Balance: ประมาณ 6-9 เดือน
- Belotero Lips Shape และ Belotero Lips Contour: ประมาณ 6-12 เดือน
- Belotero Intense: ประมาณ 9-12 เดือน
- Belotero Volume: ประมาณ 12-18 เดือน
9.2.3 จุดไหนเหมาะกับ Belotero รุ่นใดบ้าง?

- ริมฝีปาก (Lips): Soft, Balance, Intense, Lips Shape และ Lips Contour
- ใต้ตา (Tear Trough): Soft
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds): Balance และ Intense
- แก้ม (Cheeks): Volume
- ขมับ (Temples): Volume
- คาง (Chin): Volume
- ร่องน้ำหมาก (Marionette Lines): Balance และ Intense
- หน้าผาก (Forehead): Revive และ Soft (สำหรับช่วยลดริ้วรอยตามขวางบนหน้าผาก)
- กรอบหน้า (Jawline): Volume
- ฟิลเลอร์งานผิว (Facial Skin): Revive
- รอยย่นที่คอ (Neck Lines): Revive และ Soft
9.2.4 ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมี HA เข้มข้นเท่าใด?

ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นมีความเข้มข้นของ Hyaluronic Acid (HA) ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการใช้งานในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าที่แตกต่างกัน
- Belotero Revive: 20 mg/ml
- Belotero Soft: 20 mg/ml
- Belotero Balance: 22.5 mg/ml
- Belotero Lips Contour: 22.5 mg/ml
- Belotero Lips Shape: 25.5 mg/ml
- Belotero Intense: 25.5 mg/ml
- Belotero Volume: 26 mg/ml
9.2.5 เทคโนโลยีการผลิต Belotero
Belotero ใช้เทคโนโลยีการผลิตเฉพาะที่เรียกว่า Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นและความหนืดในระดับที่เหมาะสม
เทคโนโลยี CPM ช่วยให้ฟิลเลอร์สามารถกระจายตัวในชั้นผิวได้อย่างเรียบเนียน พร้อมช่วยกักเก็บน้ำได้ดี ทำให้ผิวดูชุ่มชื้นและอิ่มฟูมากขึ้น
นอกจากนี้ เนื้อฟิลเลอร์ยังสามารถปรับเข้ากับเนื้อเยื่อของผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผลลัพธ์หลังฉีดดูเรียบเนียนและกลมกลืนกับใบหน้า
9.2.6 ประเทศผู้ผลิต และมาตรฐานการผลิต Belotero
การผลิต ฟิลเลอร์ Belotero ใช้เทคโนโลยี Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ที่มีมาตรฐานการผลิตสูง โดยโรงงานผลิตตั้งอยู่ทั้งในเมือง Rheinfelden ประเทศเยอรมนี และเมือง Reinach ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ส่วนสำนักงานใหญ่ของ Merz Aesthetics ผู้ผลิตฟิลเลอร์ Belotero ตั้งอยู่ที่เมือง Frankfurt am Main ประเทศเยอรมนี
ฟิลเลอร์ Belotero ได้รับการรับรองและอนุมัติจากหน่วยงานควบคุมยาหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
- U.S. FDA: องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา
- CE Marking: มาตรฐานการรับรองในสหภาพยุโรป
- Swissmedic: หน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- MFDS: Ministry of Food and Drug Safety ของประเทศเกาหลีใต้
- อย. ประเทศไทย: ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
9.2.7 ฉีดฟิลเลอร์ Belotero ราคาเท่าไร?
ราคาของ ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเนื้อฟิลเลอร์และบริเวณที่ใช้ฉีด โดยราคาต่อ 1 cc มีดังนี้
- Belotero Revive: 13,900 บาท / 1 cc
- Belotero Soft: 13,900 บาท / 1 cc
- Belotero Balance: 14,900 บาท / 1 cc
- Belotero Lips Contour: 15,900 บาท / 1 cc
- Belotero Lips Shape: 15,900 บาท / 1 cc
- Belotero Intense: 15,900 บาท / 1 cc
- Belotero Volume: 16,900 บาท / 1 cc
ราคาดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของคลินิก หรือแพ็กเกจการรักษาที่เลือกในแต่ละช่วงเวลา
9.2.8 สรุป Belotero
Belotero มีฟิลเลอร์หลายรุ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผิวและเติมเต็มใบหน้าในหลากหลายบริเวณ ทั้งใบหน้า ลำคอ และมือ โดยแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะกับลักษณะของปัญหาและผลลัพธ์ที่ต้องการ
ด้วยเทคโนโลยีการผลิต Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ทำให้ฟิลเลอร์ Belotero มีความยืดหยุ่น กระจายตัวได้ดี และสามารถปรับเข้ากับเนื้อเยื่อของผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การเลือกใช้ฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่น ควรพิจารณาตามตำแหน่งที่ต้องการฉีด ลักษณะของปัญหา รวมถึงผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อเลือกฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล
10. ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความละเอียด ความเข้าใจด้านกายวิภาคของใบหน้า และการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์กับ คุณหมอชิน (นพ.ภาคิน ภาคย์ภิญโญ ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง) สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: การประเมินและปรึกษาแพทย์ (Assessment and Consultation)
เริ่มต้นด้วยการประเมินโครงสร้างใบหน้า วิเคราะห์สภาพผิว และสอบถามประวัติการแพ้สารต่างๆ เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดฟิลเลอร์ รวมถึงวางแผนตำแหน่งและผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกัน
ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมบริเวณที่จะฉีด (Preparation)
หลังจากกำหนดบริเวณที่ต้องการฉีดแล้ว จะมีการทำความสะอาดผิวและใช้ยาชาเฉพาะที่แบบทา เพื่อลดความรู้สึกเจ็บระหว่างทำหัตถการ โดยทั่วไปจะรอยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 30-40 นาที
ขั้นตอนที่ 3: การฉีดฟิลเลอร์ (Injection)
หลังจากนั้นจะเริ่มฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มขนาดเล็ก หรือเข็มปลายทู่ ( Cannula ) ตามความเหมาะสมของแต่ละบริเวณ โดยคุณหมอจะค่อยๆ วางเนื้อฟิลเลอร์ในตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ
ระยะเวลาในการฉีดโดยทั่วไปประมาณ 15-40 นาที ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้
ขั้นตอนที่ 4: การนวดและจัดรูปทรง (Molding and Shaping)
หลังฉีดฟิลเลอร์ คุณหมอจะคลึงและจัดรูปทรงบริเวณที่ฉีดอย่างเบามือ เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์กระจายตัวได้ดีและมีความเรียบเนียนสม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่ 5: การตรวจสอบและติดตามผล (Post-Injection Monitoring)
หลังทำหัตถการ จะมีการตรวจสอบความเรียบร้อยของผลลัพธ์ รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion) พร้อมนัดติดตามผลอย่างใกล้ชิดตามความเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 6: การดูแลหลังการฉีด (Aftercare)
หลังการฉีดฟิลเลอร์ คุณหมอจะแนะนำวิธีการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น การหลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีดในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน เพื่อช่วยลดอาการบวม และทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น
11. การเตรียมตัวก่อนการฉีดฟิลเลอร์

ก่อนการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) ควรมีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดออกมาดีและคงอยู่ได้นานขึ้น โดยมีข้อแนะนำดังนี้
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์ตกแต่ง เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า ประเมินความเหมาะสมในการฉีดฟิลเลอร์ และวางแผนผลลัพธ์ที่ต้องการ
- เลือกฟิลเลอร์ให้เหมาะกับบริเวณที่ฉีด: ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และถูกออกแบบมาให้เหมาะกับตำแหน่งเฉพาะ จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและเหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล
- หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า: เช่น แอสไพริน วิตามินอี โอเมก้า-3 หรือแปะก๊วย เพื่อลดความเสี่ยงของรอยช้ำและเลือดออก โดยควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจทำให้เลือดไหลเวียนมากขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดรอยช้ำ ควรงดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ
- หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนต์ผิวที่รุนแรง: เช่น Chemical Peeling เลเซอร์ที่ทำให้เกิดแผล หรือการขัดผิว ควรงดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด เพื่อลดการระคายเคืองและความเสี่ยงของการติดเชื้อ
- แจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา: หากเคยมีประวัติแพ้ยา หรือแพ้สารเติมเต็มชนิดต่างๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง
12. หลังฉีดฟิลเลอร์ ห้ามทำอะไรบ้าง?

หลังการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก อาจมีอาการบวม แดง หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ฉีดได้เล็กน้อย ซึ่งถือเป็นอาการที่สามารถพบได้ตามปกติหลังทำหัตถการ
การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอาการบวม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีข้อควรหลีกเลี่ยงดังนี้
- หลีกเลี่ยงการกด หรือนวดบริเวณที่ฉีด โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดความเสี่ยงของการเคลื่อนตัวของฟิลเลอร์ และช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์เซตตัวได้ดีขึ้น
- งดการออกกำลังกายหนัก อย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังฉีด เนื่องจากการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อาการบวมและรอยช้ำเด่นชัดมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น การอบ Sauna การแช่ออนเซ็น หรือการโดนแสงแดดจัด เพราะความร้อนอาจกระตุ้นอาการบวมและการอักเสบได้
- งดการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังฉีด เพื่อลดโอกาสเกิดอาการบวมและรอยช้ำ
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าบริเวณที่ฉีด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดการระคายเคืองและความเสี่ยงของการติดเชื้อ
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากผิดปกติ ผิวซีดหรือม่วงคล้ำ มีตุ่มพอง หรือมีอาการตามัว ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของ การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion)
โดยทั่วไป อาการบวมและรอยช้ำหลังฉีดฟิลเลอร์จะค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และผลลัพธ์จะเริ่มเข้าที่มากขึ้นภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์
13. ฉีดฟิลเลอร์จุดไหนเสี่ยงสุด?

แม้ว่าการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) จะเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น การอุดตันของหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดเลือดของเนื้อเยื่อผิวหนัง และในบางกรณีอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้
ถึงแม้ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจะพบได้น้อยมาก แต่การฉีดฟิลเลอร์จำเป็นต้องทำโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และใช้เทคนิคการฉีดที่ปลอดภัย รวมถึงมีความเข้าใจด้านกายวิภาคของใบหน้าอย่างละเอียด
บริเวณที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ได้แก่
- บริเวณระหว่างคิ้ว (Glabella)
- จมูก (Nose)
- ร่องน้ำตา (Tear Trough)
- ร่องแก้ม (Nasolabial Folds)
ดังนั้น การเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน และฉีดกับแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา
บทสรุป
การฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นหัตถการที่ช่วยเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก และเพิ่มปริมาตรในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง และสามารถปรับใช้ได้ในหลายบริเวณของใบหน้า ทั้งการเติมเต็มร่องแก้ม ใต้ตา ปาก คาง รวมถึงการปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วนมากขึ้น
นอกจากนี้ ฟิลเลอร์ HA ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว กระตุ้นให้ผิวดูอิ่มฟู เรียบเนียน และช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวได้ในบางบริเวณ จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าและฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์ควรทำโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียน เป็นธรรมชาติ และเหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลมากที่สุด
อีกทั้ง การเตรียมตัวก่อนฉีด รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำหัตถการอย่างเหมาะสม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์คงอยู่ได้นาน ลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น





