The Neat Clinic by Dr.Shin

Oligio

อัปเดต 21 ต.ค. 2026
หมวดหมู่

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว หรือ Monopolar RF (Radiofrequency) เพื่อช่วยลดความหย่อนคล้อย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูความแน่นกระชับของผิว

พลังงาน RF ทำให้เกิดความร้อนในชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว พร้อมกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่และปรับโครงสร้างผิว ส่งผลให้ผิวค่อยๆ ดูแน่นกระชับขึ้น โดยระดับการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับ Oligio ว่าคืออะไร ช่วยเรื่องอะไร เห็นผลเมื่อไหร่ และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน รวมถึงเปรียบเทียบความแตกต่างกับ Thermage FLX, Ultraformer III และ Ultherapy PRIME เพื่อประกอบการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกับแพทย์

1. Oligio คืออะไร?

Oligio เป็นเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว [1] ส่งพลังงานลงสู่ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว ทำให้เกิดความร้อนที่ช่วยให้คอลลาเจนเดิมหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด [3]

การทำ Oligio ช่วยให้ผิวดูแน่นและกระชับขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงช่วยให้ผิวบริเวณแก้มและกรอบหน้าดูกระชับมากขึ้น [3] [5]

2. Oligio ทำงานยังไง?

หลักการทำงานของ Oligio คือการส่งพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว หรือ Monopolar RF (Radiofrequency) ลงสู่ชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว โดยมีระบบทำความเย็นช่วยปกป้องผิวหนังชั้นนอกระหว่างการรักษา [1]

พลังงาน RF ทำให้เกิดความร้อนในเนื้อเยื่อชั้นลึกอุณหภูมิประมาณ 40–60 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ อุณหภูมิจริงขึ้นอยู่กับการตั้งค่าพลังงานและลักษณะเนื้อเยื่อบริเวณที่รักษา ความร้อนดังกล่าวช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว จึงอาจรู้สึกถึงความกระชับของผิวบางส่วนได้ทันทีหลังทำ [2] [3]

งานวิจัยเกี่ยวกับ Monopolar RF ยังพบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างผิว [4] ทำให้ผิวดูแน่นและกระชับมากขึ้น โดยผลลัพธ์อาจชัดเจนขึ้นในช่วงหลายเดือนหลังทำ ทั้งนี้ การตอบสนองต่อการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล [5]

3. Oligio ดีไหม? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องพักฟื้นและสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้หลังทำ [3]

ประโยชน์ของ Oligio มีดังนี้

  • ช่วยยกกระชับผิวและลดความหย่อนคล้อย [3]
  • ช่วยให้ผิวดูแน่นและมีความยืดหยุ่นดีขึ้น [5] [6]
  • ช่วยให้ผิวบริเวณแก้มและกรอบหน้าดูกระชับขึ้น [5]
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ เช่น บริเวณรอบดวงตา [6]
  • ช่วยให้รูขุมขนบริเวณแก้มดูเล็กลงในบางราย [6]

ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามสภาพผิวและแผนการรักษาของแต่ละบุคคล จึงควรประเมินปัญหาผิวและผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกับแพทย์ก่อนทำ

4. Oligio ควรทำกี่ช็อต?

จำนวนช็อต (Shots) ที่ใช้ในการทำ Oligio จะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย รวมถึงบริเวณที่ต้องการรักษา โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนช็อตและระดับพลังงานที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการยกกระชับและฟื้นฟูผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไป หากทำทั่วใบหน้า อาจใช้จำนวนช็อตประมาณ 600-1,200 ช็อต ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ

สำหรับการทำเฉพาะบริเวณ จำนวนช็อตที่นิยมใช้ มีดังนี้

  • แก้ม: ประมาณ 400-600 ช็อต (รวม 2 ข้าง)
  • เหนียง: ประมาณ 200-300 ช็อต
  • หน้าผาก: ประมาณ 150-200 ช็อต
  • ลำคอ: ประมาณ 300-400 ช็อต

ทั้งนี้ จำนวนช็อตสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการมากที่สุด

5. Oligio กี่เดือนเห็นผล?

หลังทำ Oligio อาจสังเกตเห็นความกระชับของผิวบางส่วนได้ทันที ซึ่งเป็นผลจากความร้อนที่เกิดจากพลังงาน Monopolar RF ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว [3]

หลังจากนั้น ผิวจะค่อยๆ เกิดกระบวนการฟื้นฟูและปรับโครงสร้าง โดยงานวิจัยเกี่ยวกับ Monopolar RF พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ใหม่ ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมความแน่นกระชับและความยืดหยุ่นของผิว [4]

ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในช่วงประมาณ 1–3 เดือนหลังทำ โดยงานวิจัยบางฉบับยังพบความกระชับของผิวดีขึ้นเพิ่มเติมในการติดตามผลที่ 6 เดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาและระดับการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันตามสภาพผิวและการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละบุคคล [3] [5]

6. Oligio อยู่ได้นานแค่ไหน?

ผลลัพธ์ของการทำ Oligio อาจคงอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ตามข้อมูลจาก WONTECH ASIA ทั้งนี้ ระยะเวลาและระดับของผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และการตอบสนองของร่างกายต่อการสร้างคอลลาเจนใหม่ในแต่ละบุคคล [7]

สำหรับงานวิจัยทางคลินิก พบว่ายังเห็นผลด้านความกระชับของผิวในการติดตามประมาณ 6 เดือนหลังทำ โดยบางการศึกษาพบว่าความกระชับยังดีขึ้นเพิ่มเติมในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ระยะติดตามนี้ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะหมดลงเมื่อครบ 6 เดือน [3] [5]

หลังทำ ควรดูแลผิวอย่างเหมาะสม เช่น การใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อดูแลสุขภาพผิวโดยรวม พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการดูแลและติดตามผลหลังการรักษา [3]

7. Oligio ควรทำบ่อยแค่ไหน?

การทำ Oligio เพื่อช่วยคงผลลัพธ์ของการยกกระชับผิว (Maintenance) อาจพิจารณาทำซ้ำประมาณ ทุก 6–12 เดือน ตามคำแนะนำจาก WONTECH ASIA โดยควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนทำซ้ำ [7]

ความถี่ในการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย ผลลัพธ์จากการรักษาครั้งก่อน รวมถึงหัตถการอื่นที่ทำร่วมกัน โดยแพทย์จะช่วยประเมินและวางแผนช่วงเวลาการทำซ้ำให้เหมาะสมกับปัญหาผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ

8. Oligio เจ็บไหม? ต้องทายาชาไหม?

ความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ Oligio มักอยู่ในระดับที่สามารถทนได้ โดยอาจรู้สึก “อุ่นๆ” หรือ “จี๊ดๆ” ในบริเวณที่ทำ และบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องทายาชาก่อนทำหัตถการ [5] [6]

นอกจากนี้ Oligio ยังมีระบบที่ช่วยควบคุมการปล่อยพลังงานและเพิ่มความสบายระหว่างทำหัตถการ ดังนี้

  • ระบบ OSCA™ (Optimal Shot Control Algorithm): มีรูปแบบการยิง Single, Double และ Auto เพื่อให้แพทย์เลือกใช้รูปแบบการปล่อยพลังงานที่เหมาะสมกับการรักษา [1]
  • ระบบ Cooling System: ช่วยทำความเย็นที่ผิวสัมผัสของหัวทิปก่อน ระหว่าง และหลังการส่งพลังงาน เพื่อปกป้องผิวหนังชั้นนอกและลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำ [3]
  • ระบบ Handpiece Vibration: เป็นระบบสั่นของหัวทิประหว่างทำหัตถการ ซึ่งช่วยลดความรู้สึกเจ็บและเพิ่มความสบายระหว่างทำ [1]

ทั้งนี้ ความรู้สึกเจ็บอาจแตกต่างกันตามระดับพลังงาน บริเวณที่รักษา และความไวต่อความเจ็บของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะพิจารณาการใช้ยาชาและปรับการรักษาให้เหมาะสม หากรู้สึกร้อนหรือเจ็บมากระหว่างทำ ควรแจ้งแพทย์ทันที

9. Oligio เหมาะกับใคร?

Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการให้ผิวดูแน่นกระชับมากขึ้น [3]

ผู้ที่เหมาะกับการทำ Oligio มีดังนี้

  • ผู้ที่เริ่มมีผิวบริเวณแก้มและกรอบหน้าหย่อนคล้อย และต้องการให้ใบหน้าดูกระชับขึ้น [5]
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูความแน่นกระชับและความยืดหยุ่นของผิว [5] [6]
  • ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กๆ บริเวณรอบดวงตา และต้องการดูแลควบคู่กับความกระชับของผิว [6]
  • ผู้ที่มีรูขุมขนบริเวณแก้มดูชัดร่วมกับผิวขาดความกระชับ [6]
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด และมีเวลาพักฟื้นจำกัด [3]

ทั้งนี้ ก่อนทำหัตถการ ควรได้รับการประเมินสภาพผิวและข้อห้ามในการรักษาโดยแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาและเลือกหัวทิป ระดับพลังงาน รวมถึงจำนวนช็อตที่เหมาะสมกับปัญหาผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล

10. Oligio มีข้อเสียไหม?

แม้ว่า Oligio จะช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านผลลัพธ์และโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ควรทราบก่อนทำหัตถการ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำ Oligio มีดังนี้

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร: ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ตามข้อมูลจาก WONTECH ASIA และอาจพิจารณาทำซ้ำเพื่อช่วยคงผลลัพธ์ โดยแพทย์จะประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล [7]
  • ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล: เหมาะสำหรับผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมากอาจได้ผลไม่ตรงกับความคาดหวัง และควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม [3]
  • ต้องใช้เวลาเห็นการเปลี่ยนแปลง: หลังทำอาจสังเกตเห็นความกระชับบางส่วนได้ทันที และผลลัพธ์อาจค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในช่วงประมาณ 1–3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างคอลลาเจนต้องอาศัยเวลา ทั้งนี้ ระยะเวลาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล [3] [5]
  • อาจเกิดผลข้างเคียงหลังทำ: เช่น รอยแดงหรือรู้สึกจี๊ดๆ ที่ผิว ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราว โดยรอยแดงมักดีขึ้นภายใน 1–2 วัน อย่างไรก็ตาม มีรายงานการเกิดผิวไหม้จากความร้อนในบางรายด้วย [3] [6]

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำ Oligio ควรได้รับการประเมินสภาพผิว ข้อห้ามในการรักษา และผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกับแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

11. ใครที่ไม่ควรทำ Oligio?

แม้ว่า Oligio จะเป็นหัตถการยกกระชับผิวที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังมีข้อห้ามและข้อควรระวังที่ควรพิจารณาก่อนทำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือได้รับการประเมินเป็นพิเศษก่อนทำ Oligio มีดังนี้

  • ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย: เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดฝัง (ICD) ควรหลีกเลี่ยงการทำ เนื่องจากพลังงาน RF อาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าว [7]
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ควรเลื่อนการรักษาออกไป เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยของการทำ Oligio ในกลุ่มนี้ไม่เพียงพอ [3] [7]
  • ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีแผลเปิดในบริเวณที่จะทำ: ควรรักษาปัญหาผิวและรอให้แผลหายก่อน โดยให้แพทย์ประเมินความพร้อมของผิวก่อนเริ่มหัตถการ [7]
  • ผู้ที่มีโลหะหรือวัสดุฝังในร่างกาย: เช่น ข้อต่อโลหะ แผ่นโลหะยึดกระดูก หรือรากฟันเทียม ควรแจ้งชนิดและตำแหน่งให้แพทย์ทราบ เพื่อประเมินร่วมกับบริเวณที่จะรักษาและตรวจสอบข้อกำหนดของเครื่องก่อนพิจารณาทำ
  • ผู้ที่มีโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือโรคที่ส่งผลต่อการสมานแผล: เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) หรือ Ehlers-Danlos Syndrome (EDS) ควรได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและการตอบสนองต่อ Oligio ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีจำกัด [3]

ก่อนทำ Oligio ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อุปกรณ์หรือวัสดุฝังในร่างกาย รวมถึงหัตถการที่เคยทำ เพื่อให้แพทย์ประเมินข้อห้ามและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

12. Oligio มีข้อห้ามอะไรบ้าง?

เพื่อช่วยลดโอกาสการระคายเคืองของผิว ควรดูแลผิวก่อนและหลังทำ Oligio อย่างเหมาะสม โดยปรับการดูแลตามสภาพผิว ดังนี้

ข้อควรปฏิบัติก่อนทำ Oligio

  • หากใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น AHA หรือ Retinol แล้วมีอาการแสบ แดง หรือลอก ควรพักการใช้ผลิตภัณฑ์และให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนทำหัตถการ
  • หากเพิ่งทำหัตถการผลัดเซลล์ผิว เช่น Chemical Peeling ควรรอให้ผิวฟื้นตัวและให้แพทย์ประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมก่อนทำ Oligio โดยพิจารณาจากความลึกของการลอกผิวและสภาพผิวหลังทำ
  • ก่อนเริ่มหัตถการ ควรล้างเครื่องสำอางและทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน รวมถึงถอดเครื่องประดับโลหะออก [3]

ข้อควรปฏิบัติหลังทำ Oligio

  • โดยทั่วไปสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันและใช้สกินแคร์ตามปกติได้ หากไม่มีอาการระคายเคือง [3]
  • หากผิวยังแสบ แดง หรือระคายเคือง ควรพักการใช้ AHA, Retinol และการสครับผิวชั่วคราว เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่ทำให้ระคายเคือง จนกว่าผิวจะกลับเป็นปกติ
  • หากผิวยังแดงหรือรู้สึกร้อน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มความร้อนหรือกระตุ้นอาการ เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือออกกำลังกายหนัก จนกว่าอาการจะดีขึ้น

นอกจากนี้ ควรทาครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี [3] หากมีอาการปวดแสบปวดร้อนมาก ตุ่มพอง หรืออาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ควรรีบติดต่อคลินิกที่ทำการรักษา เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการ

13. ขั้นตอนการทำ Oligio?

การทำ Oligio ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาจากแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการ

ก่อนทำ Oligio

  • แพทย์ซักประวัติ ประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และข้อห้ามในการรักษา เพื่อวางแผนบริเวณที่ทำ จำนวนช็อต และระดับพลังงานที่เหมาะสม
  • เช็ดเครื่องสำอาง ทำความสะอาดผิว และถอดเครื่องประดับโลหะก่อนเริ่มหัตถการ [3]
  • แพทย์พิจารณาการใช้ยาชาตามความเหมาะสม โดยบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องทายาชาก่อนทำ [3] [5]

ระหว่างทำ Oligio

  • ติดแผ่นรับกระแสไฟฟ้ากลับ (Return Pad) และทาเจลสำหรับใช้ร่วมกับหัวทิป (Coupling Fluid) บริเวณที่รักษา เพื่อช่วยให้การส่งพลังงานระหว่างหัวทิปกับผิวเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ [3]
  • แพทย์ส่งพลังงาน RF (Radiofrequency) ไปยังบริเวณที่วางแผนไว้ โดยปรับระดับพลังงานตามสภาพผิวและความรู้สึกระหว่างทำ หากรู้สึกร้อนหรือเจ็บมาก ควรแจ้งแพทย์ทันที [3]
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่รักษา โดยทั่วไป การทำ 600 ช็อตใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที ทั้งนี้ ระยะเวลารวมอาจเพิ่มขึ้นตามขั้นตอนการเตรียมผิวและการใช้ยาชา [7]

หลังทำ Oligio

  • เช็ดทำความสะอาดผิว และตรวจประเมินผิวหลังทำ
  • ทามอยส์เจอไรเซอร์ที่อ่อนโยนตามสภาพผิว เพื่อช่วยคงความชุ่มชื้น
  • ทาครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด เพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี [3]

หลังทำ Oligio สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ทันทีและไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่อาจมีรอยแดงชั่วคราว จึงควรดูแลผิวตามคำแนะนำของแพทย์ [3]

14. Oligio ราคาเท่าไหร่?

ราคา Oligio ที่ The Neat Clinic by Dr. Shin เริ่มต้น 18,900 บาท สำหรับ 300 ช็อต โดยค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้ในการรักษา

รายละเอียดราคา Oligio มีดังนี้

  • 300 ช็อต: 18,900 บาท
  • 600 ช็อต: 31,900 บาท
  • 900 ช็อต: 45,900 บาท
  • 1,200 ช็อต: 57,900 บาท

สามารถเลือกบริเวณที่ต้องการรักษาได้ โดยแพทย์จะประเมินความเหมาะสมของบริเวณและจำนวนช็อตตามสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และผลลัพธ์ที่ต้องการของแต่ละบุคคล

15. Oligio กับ Thermage ต่างกันยังไง?

Oligio และ Thermage FLX เป็นเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว โดยความร้อนที่เกิดในเนื้อเยื่อจะทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ [2] ทั้งสองเครื่องมีรายละเอียดด้านระบบควบคุมพลังงานและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1) เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF พร้อมระบบตรวจสอบความต้านทานของผิว อุณหภูมิ และแรงสัมผัสระหว่างหัวทิปกับผิว เพื่อช่วยควบคุมการส่งพลังงานระหว่างทำ [1]
  • Thermage FLX: ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF เช่นเดียวกัน พร้อมระบบ AccuREP ที่ช่วยปรับเทียบการส่งพลังงานโดยอัตโนมัติ [9]

2) ระดับความลึกและการกระจายพลังงาน

  • Oligio: ส่งพลังงานให้เกิดความร้อนในชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว โดยความร้อนกระจายตัวในเนื้อเยื่อ ไม่ได้กำหนดจุดโฟกัสที่ระดับความลึกเดียว [3]
  • Thermage FLX: ส่งพลังงานได้ลึกถึงประมาณ 4.3 มม. [19] โดยลักษณะการกระจายความร้อนขึ้นอยู่กับหัวทิปและเนื้อเยื่อบริเวณที่รักษา ไม่ได้กำหนดจุดโฟกัสที่ความลึกเดียว [9]

3) ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: ช่วยยกกระชับผิว ช่วยให้กรอบหน้าดูแน่นกระชับขึ้น [3] [5] ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา และทำให้รูขุมขนบริเวณแก้มดูเล็กลงในบางราย [6]
  • Thermage FLX: ช่วยกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น [9]

4) ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: อาจรู้สึกอุ่น ร้อน หรือเจ็บจี๊ดเป็นช่วงๆ โดยเครื่องมีระบบทำความเย็นและการสั่นช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำ [1] [3]
  • Thermage FLX: อาจรู้สึกร้อนหรือเจ็บเป็นช่วงๆ เช่นกัน โดยมีระบบทำความเย็นและการสั่นช่วยเพิ่มความสบายขณะทำ [9]

5) ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษาและจำนวนช็อตที่ใช้
  • Thermage FLX: ประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา [17]

6) ผลลัพธ์และความคงทน

  • Oligio: WONTECH ASIA ระบุว่าผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว [7]
  • Thermage FLX: ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปีหลังทำ โดยอ้างอิงจากงานวิจัยใน Thermage รุ่นเดิม [10]

7) ความคุ้มค่าและค่าใช้จ่าย

  • Oligio: โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เมื่อเทียบกับ Thermage FLX ในจำนวนช็อตที่เท่ากัน
  • Thermage FLX: โดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ใช้

8) ผู้ผลิต

  • Oligio: บริษัท WONTECH ประเทศเกาหลีใต้ [1]
  • Thermage FLX: บริษัท Solta Medical ประเทศสหรัฐอเมริกา [18]

9) มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA ตามข้อบ่งใช้ที่ระบุในเอกสาร [8], CE Marking, MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย [14]
  • Thermage FLX: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA [18], CE Marking, MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย

10) การเปิดตัว

  • Oligio: เปิดตัวในประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2020 [20]
  • Thermage FLX: เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2017 [21]

การเลือกทำ Oligio หรือ Thermage FLX ควรพิจารณาจากสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย บริเวณที่ต้องการรักษา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และงบประมาณ ร่วมกับการประเมินของแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

16. Oligio กับ Ultraformer ต่างกันยังไง?

Oligio และ Ultraformer III ต่างเป็นเครื่องยกกระชับผิวที่ช่วยลดความหย่อนคล้อยโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้พลังงานต่างกัน โดย Oligio ใช้คลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ส่วน Ultraformer III ใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัสเฉพาะจุด จึงมีลักษณะการส่งพลังงานและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1) เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว พร้อมระบบตรวจสอบความต้านทานของผิว อุณหภูมิ และแรงสัมผัสระหว่างหัวทิปกับผิว เพื่อช่วยควบคุมการส่งพลังงานระหว่างทำ [1]
  • Ultraformer III: ใช้เทคโนโลยี MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) ซึ่งเป็นการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูงแบบโฟกัสเฉพาะจุด (HIFU) เพื่อช่วยยกกระชับเนื้อเยื่อและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ [11]

2) ระดับความลึกและการกระจายพลังงาน

  • Oligio: ส่งพลังงานให้เกิดความร้อนกระจายในชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว ไม่ได้กำหนดจุดโฟกัสที่ระดับความลึกเดียว [3]
  • Ultraformer III: โฟกัสพลังงานเป็นจุดเล็กๆ เรียงต่อกันเป็นแถว โดยมีหัวทิป (Transducer) ให้เลือก 7 ระดับความลึก ได้แก่ 1.5, 2.0, 3.0, 4.5, 6.0, 9.0 และ 13.0 มม. [11]

3) ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: ช่วยยกกระชับผิว ช่วยให้กรอบหน้าดูแน่นกระชับขึ้น [3] [5] ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา และทำให้รูขุมขนบริเวณแก้มดูเล็กลงในบางราย [6]
  • Ultraformer III: ช่วยยกกระชับผิวและปรับกรอบหน้า ลดไขมันสะสมบริเวณเหนียงในผู้ที่เหมาะสม [22] รวมถึงช่วยกระชับผิวบริเวณหน้าท้องและต้นขา [23]

4) ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: อาจรู้สึกอุ่น ร้อน หรือเจ็บจี๊ดเป็นช่วงๆ โดยเครื่องมีระบบทำความเย็นและการสั่นช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำ [1] [3]
  • Ultraformer III: อาจรู้สึกเจ็บจี๊ดหรือไม่สบายผิวระหว่างทำ โดยแพทย์อาจพิจารณาทายาชาก่อนทำตามความเหมาะสม [12]

5) ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษาและจำนวนช็อตที่ใช้
  • Ultraformer III: ประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา

6) ผลลัพธ์และความคงทน

  • Oligio: WONTECH ASIA ระบุว่าผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว [7]
  • Ultraformer III: มีงานวิจัยพบผลยกกระชับต่อเนื่องถึง 6 เดือน ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล [12]

7) ผู้ผลิต

  • Oligio: บริษัท WONTECH ประเทศเกาหลีใต้ [1]
  • Ultraformer III: บริษัท CLASSYS ประเทศเกาหลีใต้ [11]

8) มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA [8], CE Marking, MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย [14]
  • Ultraformer III: ได้รับการรับรองในหลายประเทศ เช่น CE Marking ในยุโรป, MFDS ของเกาหลีใต้ [24] รวมถึงการรับรองจาก อย. ประเทศไทย

10) การเปิดตัว

  • Oligio: เปิดตัวในประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2020 [20]
  • Ultraformer III: เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 [25]

การเลือกทำ Oligio หรือ Ultraformer III ควรพิจารณาจากสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย บริเวณที่ต้องการรักษา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และงบประมาณ ร่วมกับการประเมินของแพทย์ เพื่อเลือกเทคโนโลยีและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

17. Oligio กับ Ultherapy PRIME ต่างกันยังไง?

Oligio และ Ultherapy PRIME ต่างเป็นเครื่องยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้พลังงานคนละประเภท จึงมีลักษณะการทำงานและการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบดังนี้

1) เทคโนโลยีที่ใช้

  • Oligio: ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF (Radiofrequency) หรือคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว [1]
  • Ultherapy PRIME: ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) พร้อมระบบแสดงภาพอัลตราซาวด์ DeepSEE [26]

2) ระดับความลึกและการกระจายพลังงาน

  • Oligio: ส่งพลังงานให้เกิดความร้อนกระจายในชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิว ไม่ได้กำหนดจุดโฟกัสที่ระดับความลึกเดียว [3]
  • Ultherapy PRIME: โฟกัสพลังงานให้เกิดความร้อนเป็นจุดเล็กๆ ในเนื้อเยื่อ โดยมีหัวทิป (Transducer) ที่ส่งพลังงานได้ 3 ระดับความลึก ได้แก่ 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. [26]

3) ผลลัพธ์ที่ได้

  • Oligio: ช่วยยกกระชับผิว ช่วยให้กรอบหน้าดูแน่นกระชับขึ้น [3] [5] ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา และทำให้รูขุมขนบริเวณแก้มดูเล็กลงในบางราย [6]
  • Ultherapy PRIME: ช่วยยกกระชับผิวบริเวณใบหน้าส่วนล่างและกรอบหน้า [32] รวมถึงช่วยยกคิ้ว กระชับผิวใต้คางและลำคอ และลดเลือนริ้วรอยบริเวณเนินอก [28]

4) ความรู้สึกระหว่างทำ

  • Oligio: อาจรู้สึกอุ่น ร้อน หรือเจ็บจี๊ดเป็นช่วงๆ โดยเครื่องมีระบบทำความเย็นและการสั่นช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวระหว่างทำ [1] [3]
  • Ultherapy PRIME: อาจรู้สึกร้อนหรือเจ็บจี๊ดใต้ผิวขณะส่งพลังงาน โดยความรู้สึกระหว่างทำแตกต่างกันในแต่ละบุคคล [26] [27]

5) ระยะเวลาในการทำ

  • Oligio: ประมาณ 30–60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่รักษาและจำนวนช็อตที่ใช้
  • Ultherapy PRIME: ประมาณ 60–90 นาที สำหรับการรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ [31]

6) ผลลัพธ์และความคงทน

  • Oligio: ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว [7]
  • Ultherapy PRIME: ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปี โดยข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจากงานวิจัย Ultherapy รุ่นเดิม [13] [27]

7) ผู้ผลิต

  • Oligio: บริษัท WONTECH ประเทศเกาหลีใต้ [1]
  • Ultherapy PRIME: บริษัท Ulthera, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา [28] ปัจจุบันอยู่ภายใต้ Merz Aesthetics ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Merz Group ประเทศเยอรมนี

8) มาตรฐานการรับรอง

  • Oligio: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA [8], CE Marking, MFDS ของเกาหลีใต้ รวมถึง อย. ประเทศไทย [14]
  • Ultherapy PRIME: ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA [28], CE Marking [29], MFDS ของเกาหลีใต้ [30] รวมถึง อย. ประเทศไทย

บทสรุป

Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยพลังงาน Monopolar RF (Radiofrequency) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูความแน่นกระชับของผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยทั่วไปสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้หลังทำ

การทำ Oligio ช่วยให้ผิวบริเวณแก้มและกรอบหน้าดูกระชับขึ้น รวมถึงช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น และช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาและทำให้รูขุมขนบริเวณแก้มดูเล็กลงในบางราย ทั้งนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามสภาพผิวและการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละบุคคล

ก่อนทำ Oligio ควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ เพื่อเลือกบริเวณที่รักษา จำนวนช็อต และระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และผลลัพธ์ที่คาดหวังของแต่ละบุคคล

คำถามที่พบบ่อย

Oligio เป็นสิวทำได้ไหม?


Oligio ของแท้ ดูยังไง?


ฉีด Filler ทำ Oligio ได้ไหม?


หลังทํา Oligio ฉีดโบท็อกซ์ได้ไหม?


เคยร้อยไหม ทำ Oligio ได้ไหม?


Oligio มีกี่หัว?


Oligio ปลอดภัยแค่ไหน?

แหล่งอ้างอิง

  1. WONTECH Co., Ltd. Oligio [Internet] [cited 2026 Oct 17]. Available from: ข้อมูล Oligio และรายละเอียดระบบจากผู้ผลิต.
  2. Zelickson BD, Kist D, Bernstein E, Brown DB, Ksenzenko S, Burns J, et al. Histological and ultrastructural evaluation of the effects of a radiofrequency-based nonablative dermal remodeling device: a pilot study. Arch Dermatol. 2004;140(2):204–209. doi: 10.1001/archderm.140.2.204.
  3. Wanitphakdeedecha R, Yogya Y, Yan C, Phumariyapong P, Nanchaipruek Y, Thongjaroensirikul P, et al. Efficacy and safety of monopolar radiofrequency for treatment of lower facial laxity in Asians. Dermatol Ther (Heidelb). 2022;12(11):2563–2573. doi: 10.1007/s13555-022-00817-8.
  4. Suh DH, Choi JH, Lee SJ, Jeong KH, Song KY, Shin MK. Comparative histometric analysis of the effects of high-intensity focused ultrasound and radiofrequency on skin. J Cosmet Laser Ther. 2015;17(5):230–236. doi: 10.3109/14764172.2015.1022189.
  5. Shin JM, Sung Y, Jin S, Hwang CL, Kim H, Hong D, et al. Efficacy and safety of monopolar radiofrequency for tightening the skin of aged faces. Cosmetics. 2024;11(3):71. doi: 10.3390/cosmetics11030071.
  6. Choi MS, Yeom K, Kim MH, Park BC. Evaluation of efficacy and safety for the energy delivery and skin tightness of monopolar radiofrequency device in Asian. Lasers Med Sci. 2025;40(1):249. doi: 10.1007/s10103-025-04475-y.
  7. WONTECH ASIA. Oligio [Internet] [cited 2026 Oct 17]. Available from: ข้อมูลการรักษาและข้อควรระวังเกี่ยวกับ Oligio จาก WONTECH ASIA.
  8. U.S. Food and Drug Administration. The Oligio: 510(k) clearance K221989 [Internet]. 2022 [cited 2026 Oct 17]. Available from: เอกสาร U.S. FDA 510(k) clearance ของ Oligio (PDF).
  9. Solta Medical. The Thermage FLX System [Internet] [cited 2026 Oct 17]. Available from: ข้อมูล Thermage FLX สำหรับบุคลากรทางการแพทย์จากผู้ผลิต.
  10. Sasaki G, Tucker B, Gaston M. Clinical parameters for predicting efficacy and safety with nonablative monopolar radiofrequency treatments to the forehead, face, and neck. Aesthet Surg J. 2007;27(4):376–387. doi: 10.1016/j.asj.2007.05.007.
  11. CLASSYS Inc. ULTRAFORMER III: The New You [Internet]. Seoul: CLASSYS Inc.; 2022 [cited 2026 Oct 17]. Available from: เอกสาร ULTRAFORMER III จากผู้ผลิต (PDF).
  12. Wanitphakdeedecha R, Yan C, Ng JNC, Nokdhes YN, Tantrapornpong P, Techapichetvanich T, et al. The efficacy of macro-focused ultrasound in the treatment of upper facial laxity: a pilot study. J Cosmet Dermatol. 2020;19(8):1955–1961. doi: 10.1111/jocd.13550.
  13. Werschler WP, Werschler PS. Long-term efficacy of micro-focused ultrasound with visualization for lifting and tightening lax facial and neck skin using a customized vectoring treatment method. J Clin Aesthet Dermatol. 2016;9(2):27–33. Available from: บทความวิจัย Ultherapy ฉบับเต็ม (PMC).
  14. WONTECH Co., Ltd. History [Internet] [cited 2026 Oct 17]. Available from: ประวัติบริษัทและข้อมูลการรับรอง Oligio ที่ผู้ผลิตรายงาน.
  15. WONTECH ASIA. Find Clinic [Internet] [cited 2026 Oct 17]. Available from: ค้นหารายชื่อคลินิกที่ใช้ Oligio บนเว็บไซต์ WONTECH ASIA.
  16. Jurairattanaporn N, Amornpetkul W, Rutnin S, Vachiramon V. The effect of combined hyaluronic acid filler injection and radiofrequency treatment: A clinic histological analysis. J Cosmet Dermatol. 2023;22(3):798–803. doi: 10.1111/jocd.15509.
  17. Solta Medical. Thermage [Internet]. [cited 2026 Oct 18]. Available from: ข้อมูลการรักษา ระยะเวลา และคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Thermage จากผู้ผลิต.
  18. U.S. Food and Drug Administration. Thermage FLX System: 510(k) clearance K170758 [Internet]. 2017 [cited 2026 Oct 18]. Available from: เอกสาร U.S. FDA 510(k) clearance และข้อบ่งใช้ของ Thermage FLX (PDF).
  19. Solta Medical. [Thermage FLX radiofrequency energy delivery up to 4.3 mm] [Internet]. LinkedIn; [cited 2026 Oct 18]. Available from: ข้อมูลความลึกของพลังงาน Thermage FLX ที่เผยแพร่โดย Solta Medical.
  20. WONTECH Co., Ltd. 원텍, The Oligio 인허가 완료 [Internet]. Newswire; 2023 Aug 24 [cited 2026 Oct 18]. Available from: ข่าวประชาสัมพันธ์จาก WONTECH ซึ่งระบุการเปิดตัว Oligio รุ่นเดิมในเดือนมิถุนายน 2020.
  21. Bausch Health Companies Inc. Form 10-Q for the quarterly period ended June 30, 2019 [Internet]. 2019 [cited 2026 Oct 18]. Available from: รายงานบริษัทที่ระบุการเปิดตัว Thermage FLX ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายน 2017.
  22. Kwon HH, Yang SH, Choi M, Jung JY, Park GH. Tightening and Reduction of Unwanted Submental Fat Using Triple-Layer High-Intensity Focused Ultrasound: Clinical and 3-Dimensional Imaging Analysis. Dermatol Surg. 2021;47(12):1595–1600. doi: 10.1097/DSS.0000000000003241.
  23. Ko EJ, Hong JY, Kwon TR, Choi EJ, Jang YJ, Choi SY, et al. Efficacy and safety of non-invasive body tightening with high-intensity focused ultrasound (HIFU). Skin Res Technol. 2017;23(4):558–562. doi: 10.1111/srt.12371.
  24. CLASSYS Inc. History [Internet] [cited 2026 Oct 19]. Available from: ประวัติบริษัทและข้อมูลการรับรอง ULTRAFORMER III จาก CLASSYS.
  25. CLASSYS Inc. Annual Report 2024 [Internet]. Seoul: CLASSYS Inc.; 2025 [cited 2026 Oct 19]. p. 9. Available from: รายงานประจำปี CLASSYS ซึ่งระบุการเปิดตัว Ultraformer III ในเดือนสิงหาคม 2014 (PDF).
  26. Ulthera, Inc. Ulthera System Instructions for Use: Featuring DeepSEE Technology for Ultherapy PRIME. 1016413IFU Rev 00 US [Internet]. Ulthera, Inc.; c2026 [cited 2026 Oct 19]. Available from: คู่มือ Ultherapy PRIME และรายละเอียดหัวทิปจากผู้ผลิต (PDF).
  27. Merz Aesthetics. Frequently asked questions about Ultherapy PRIME [Internet] [cited 2026 Oct 19]. Available from: ข้อมูลผลลัพธ์ ความรู้สึกระหว่างทำ และคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultherapy PRIME จากผู้ผลิต.
  28. U.S. Food and Drug Administration. Ulthera System (UC-1 Control Unit PRIME): 510(k) clearance K233996 [Internet]. 2024 [cited 2026 Oct 19]. Available from: เอกสาร U.S. FDA 510(k) clearance และข้อบ่งใช้ของ Ultherapy PRIME (PDF).
  29. Merz Asia Pacific Pte. Ltd. Authenticity [Internet] [cited 2026 Oct 19]. Available from: ข้อมูลการตรวจสอบ Ultherapy PRIME ของแท้และ CE Marking จากผู้ผลิต.
  30. Merz Aesthetics Korea. Ultherapy PRIME [Internet] [cited 2026 Oct 19]. Available from: ข้อมูล Ultherapy PRIME และการอนุญาตจาก MFDS ที่ผู้ผลิตในเกาหลีใต้รายงาน.
  31. Merz Aesthetics UK Ltd. How long does a treatment take? [Internet] [cited 2026 Oct 19]. Available from: ข้อมูลระยะเวลาการรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอจากเว็บไซต์ Ultherapy ของผู้ผลิตในสหราชอาณาจักร.
  32. Lim J, Siew TW, Xu Y. Early Experience With Ultherapy Prime in Asia Pacific: A Pilot Case Series. Plast Reconstr Surg Glob Open. 2025;13(11):e7269. doi: 10.1097/GOX.0000000000007269.
  33. Suh DH, Chen LC, Chung HJ, Lee SJ, Kim J. An 18-year comprehensive safety study on microfocused ultrasound and monopolar radiofrequency combined with cosmetic injectables in 1,040 patients. Arch Dermatol Res. 2025;317:251. doi: 10.1007/s00403-024-03683-w.
The Neat Clinic by Dr.Shin

Ultraformer III เทคโนโลยียกกระชับ
ผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ช่วยปรับรูปหน้า
ให้ดูชัด ลดไขมันสะสมเฉพาะจุดและ
ดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อย

การฉีดฟิลเลอร์ใบหน้าด้วย HA
(hyaluronic acid) ช่วยเติมเต็มและ
ปรับรูปหน้า HA พบได้ตามธรรมชาติ
ในร่างกาย และมีความปลอดภัยสูง

Botox (botulinum toxin) เป็นตัวยา
ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย ปรับกรอบหน้า
ให้ดูเรียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้
ใบหน้าดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

The Neat Clinic by Dr.Shin
ปรึกษาแพทย์

ปรึกษาแพทย์เพื่อรับ
คำแนะนำเฉพาะบุคคล

ประเมินและวางแผนการดูแล
โดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

เพื่อแนะนำแนวทางที่เหมาะกับ
โครงสร้างของแต่ละบุคคล

โดยคำนึงถึงความปลอดภัย
และผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ